มุมมองเศรษฐา ทวีสิน อย่าให้เสถียรภาพบีบโอกาส-‘ค่าเงิน’ต้องรับใช้เศรษฐกิจจริง
ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ล่าสุดที่ประกาศออกมา สะท้อนว่าเศรษฐกิจไทยยังเติบโตในระดับประมาณร้อยละ 2 กว่า ๆ แม้จะไม่ใช่ตัวเลขที่เลวร้าย แต่ก็ยังต่ำกว่าศักยภาพของประเทศ และยังตามหลังหลายประเทศในภูมิภาค
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “โตหรือไม่โต” แต่คือเราจะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจไทยเร่งเครื่องได้มากกว่านี้ โดยไม่ต้องรอเม็ดเงินลงทุนขนาดใหญ่ หรือมาตรการใช้งบประมาณใหม่จำนวนมหาศาล
มีหลายเรื่องที่ต้องทำ ทั้งการยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจ การลงทุน การพัฒนาทักษะแรงงาน แต่มีเรื่องหนึ่งที่สามารถขยับได้ทันทีโดยแทบไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม นั่นคือ
การบริหารค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับศักยภาพเศรษฐกิจจริงของประเทศ
สัปดาห์นี้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น หลุดไปแตะที่ 30.98 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งถือว่าแข็งที่สุดในรอบเกือบ 5 ปี ข่าวลักษณะนี้มักถูกมองว่าเป็นสัญญาณบวกด้านเสถียรภาพ แต่ในฐานะคนที่เคยทำงานบริหารเศรษฐกิจของประเทศ ผมอยากชวนตั้งคำถามให้ลึกขึ้นว่า ค่าเงินบาทที่แข็งเช่นนี้ กำลังช่วยให้เศรษฐกิจไทยเดินหน้า หรือกำลังทำให้เครื่องยนต์หลักหลายตัวทำงานติดขัดโดยไม่จำเป็น
ผมเชื่อเสมอว่าค่าเงินไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีว่าต้องแข็งหรืออ่อน แต่เป็น “เครื่องมือเชิงนโยบาย” ที่ต้องรับใช้เป้าหมายเศรษฐกิจของประเทศจริงๆ ในโลกที่การแข่งขันรุนแรงขึ้นทุกวัน
การปล่อยให้ค่าเงินบาทแข็งเกินจังหวะของเศรษฐกิจจริง อาจหมายถึงการเสียโอกาสโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเงินบาทแข็ง สินค้าส่งออกของไทยจะแพงขึ้นทันที ทั้งที่คุณภาพ ต้นทุนแรงงาน และโครงสร้างการผลิตไม่ได้เปลี่ยน ผู้ซื้อในตลาดโลกจึงเริ่มหันไปหาประเทศที่ค่าเงินอ่อนกว่า โดยเฉพาะในสินค้าเกษตรและอาหาร ซึ่งเป็นจุดแข็งดั้งเดิมของไทย เราเห็นชัดว่าหลายตลาดเลือกสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านมากขึ้น ไม่ใช่เพราะของไทยด้อยกว่า แต่เพราะราคาเราแพงกว่าโดยไม่จำเป็น และท้ายที่สุด คนที่ไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย คือ เกษตรกรและผู้ผลิตรายย่อยของไทย
ภาคการท่องเที่ยวก็เผชิญแรงกดดันในลักษณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวอาจยังเลือกมาไทยเพราะธรรมชาติ วัฒนธรรม และบริการของเรา แต่เมื่อเงินบาทแข็ง ค่าใช้จ่ายทุกอย่างดูแพงขึ้นในสายตาเขา สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่การยกเลิกการเดินทาง แต่คือการอยู่สั้นลง ใช้จ่ายระมัดระวังขึ้น ตัดกิจกรรมบางอย่างออก ทั้งที่ถ้าเงินบาทอ่อนลงเพียงเล็กน้อย นักท่องเที่ยวจะรู้สึกว่าคุ้มค่า อยู่ต่ออีกคืน กินดีขึ้น ใช้บริการเพิ่มขึ้น และรายได้ทั้งหมดนี้หมุนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยเป็นเงินบาทจริงๆ
อีกมิติหนึ่งที่มักถูกพูดถึงน้อย คือ คนไทยที่ทำงาน ลงทุน หรือทำธุรกิจในต่างประเทศ เมื่อเงินบาทแข็ง การโอนเงินกลับประเทศจะได้น้อยลงทันที แต่หากเงินบาทอ่อนลงอย่างมีจังหวะ รายได้ก้อนเดิมจะกลายเป็นเงินบาทที่มากขึ้น เงินเหล่านี้มักถูกนำมาใช้จ่าย ลงทุน ซื้อบ้าน ทำธุรกิจ หรือเลี้ยงครอบครัวในประเทศ เป็นแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานรายได้จริง ไม่ใช่เงินเก็งกำไรระยะสั้น
แน่นอนว่า การปรับค่าเงินบาทให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจจริงย่อมมีต้นทุนอยู่บ้าง ต้นทุนนำเข้าสินค้าบางประเภทอาจสูงขึ้น และอาจเกิดแรงกดดันเงินเฟ้อนำเข้าในบางช่วง รวมถึงผลกระทบต่อธุรกิจที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศ แต่ประเด็นสำคัญ คือ ต้นทุนเหล่านี้สามารถบริหารจัดการได้ หากการปรับค่าเงินทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เป็นขั้นบันได และสื่อสารชัดเจนกับตลาด ไม่ใช่ปล่อยให้ค่าเงินแกว่งแรงจากปัจจัยภายนอกแล้วค่อยแก้ปัญหาเฉพาะหน้า
คำว่า “เสถียรภาพ” ฟังดูเป็นสิ่งที่ใครก็เห็นด้วย แต่ในทางนโยบาย สิ่งสำคัญไม่แพ้กัน คือ เสถียรภาพนั้นรับใช้การเติบโตทางเศรษฐกิจหรือไม่
ในช่วงที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมเคยสะท้อนมุมมองนี้อย่างชัดเจนว่า กรอบนโยบายการเงินที่ยึดเสถียรภาพเป็นหลัก ต้องไม่ทำให้เศรษฐกิจจริงเสียโอกาส โดยเฉพาะในช่วงที่การบริโภคและการลงทุนยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ ประเด็นนี้สะท้อนความแตกต่างเชิงกรอบคิดระหว่างฝ่ายนโยบายเศรษฐกิจกับฝ่ายนโยบายการเงิน กล่าวคือ ขณะที่ธนาคารกลางมีหน้าที่ดูแลเสถียรภาพเป็นสำคัญ ฝ่ายรัฐบาลย่อมต้องมองภาพรวมของการเติบโต รายได้ และความสามารถในการแข่งขันควบคู่กันไป
สำหรับผม เสถียรภาพที่ยั่งยืนไม่ใช่เพียงการคุมตัวเลขให้นิ่ง แต่คือการสร้างเงื่อนไขให้เศรษฐกิจเดินหน้าได้จริง และประชาชนมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ผมไม่ได้เสนอให้ประเทศไทยบิดกลไกตลาด หรือทำให้ค่าเงินบาทอ่อนแบบสุดโต่ง แต่เสนอให้บริหารจังหวะของค่าเงินให้สอดคล้องกับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง การปรับค่าเงินบาทให้อ่อนลงเล็กน้อย อย่างมีขั้นตอน อาจเป็น Silver Bullet ที่รัฐไม่ต้องใช้งบประมาณเพิ่ม แต่สามารถคูณผลทางเศรษฐกิจได้สูง ทั้งในภาคการส่งออก การท่องเที่ยว และรายได้จากแรงงานไทยในต่างประเทศ
ในโลกที่ประเทศ “ไม่ใหญ่” อย่างไทย มีพื้นที่ให้เลือกไม่มากนัก เราไม่สามารถแข่งขันด้วยการกดค่าแรง หรือพึ่งพาการบริโภคภายในประเทศเพียงอย่างเดียว สิ่งที่เราทำได้คือใช้เครื่องมือเชิงนโยบายที่ยังมีอยู่ให้ฉลาดและตรงจังหวะ ค่าเงินบาทคือหนึ่งในเครื่องมือสำคัญนั้น
ท้ายที่สุด ประเด็นไม่ใช่ว่าเงินบาทควรแข็งหรืออ่อน แต่คือค่าเงินควรถูกออกแบบให้รับใช้เศรษฐกิจจริง หากเรากล้าปรับจังหวะอย่างมีชั้นเชิง เศรษฐกิจไทยจะเดินได้ลื่นขึ้น โดยไม่ต้องรอปาฏิหาริย์จากที่ไหนเลย
จากคอลัมน์
คุยกับเศรษฐา ในประชาชาติธุรกิจ

