กกต.รับรองผลประชามติแล้ว 21ล.หนุนแก้รธน. อีก11ล้านคนไม่เห็นชอบ ‘ปชป.-สมาคมสื่อ’แถลง จี้เลิกฟ้องปมถ่าย’บัตร’
เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สรุปตัวเลขผู้มาออกเสียงประชามติ ประเด็นท่านเห็นชอบว่าสมควรมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยมีผู้มีสิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 52,933,610 คน มีผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ 36,870,302 คน หรือร้อยละ 69.65 แบ่งเป็น เห็นชอบ 21,622,029 เสียง หรือร้อยละ 58.64 และคะแนนไม่เห็นชอบ 11,231,161 เสียง หรือร้อยละ 30.46 ขณะที่ไม่แสดงความคิดเห็น 3,074,442 เสียง คิดเป็นร้อยละ 8.34 และพบว่ามีบัตรเสีย 942,608 ใบ หรือร้อยละ 2.56
ทั้งนี้จำนวนบัตรออกเสียงประชามติในประเทศน้อยกว่าจำนวนผู้มาใช้สิทธิออกเสียงประชามติ จำนวน 12 บัตร เนื่องจากผู้มาใช้สิทธิมาแสดงตนแต่ไม่ขอรับบัตรออกเสียงประชามติ หรือรับบัตรออกเสียงประชามติแล้วแต่ไม่ประสงค์ออกเสียงลงคะแนน ขณะที่บัตรออกเสียงประชามตินอกราชอาณาจักร มีจำนวนน้อยกว่าผู้มาใช้สิทธิ 50 บัตร เนื่องจากบางซองไม่มีบัตรออกเสียงประชามติส่งกลับมา
พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ออกแถลงการณ์ เรื่องขอให้ กกต.ทบทวนท่าทีและการดำเนินการต่อการ ตรวจสอบการจัดการการเลือกตั้ง จากข่าวที่ กกต.มอบอำนาจให้รองเลขาธิการ กกต.เข้าแจ้งความกองปราบปรามให้ดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันตรวจสอบ
กรณีข้อสงสัยเรื่องบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมานั้น พรรค ปชป.ไม่เห็นด้วยกับการดำเนินการดังกล่าวของ กกต.อย่างยิ่ง เนื่องจากการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา มีความผิดพลาดบกพร่องและข้อสงสัยในการดำเนินการเกิดขึ้นหลายประการ
ทั้งกรณีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่มีการชี้แจงที่สับสนกลับไปกลับมาจนบานปลายกลายเป็นปัญหาข้อกฎหมายและความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ จนทำให้มีการยื่นร้องต่อศาลปกครอง ผู้ตรวจการแผ่นดิน เพื่อนำเรื่องสู่ศาลรัฐธรรมนูญ
ดังนั้น การที่บุคคลต่างๆ ต้องการตรวจสอบกรณีที่ตนมีความสงสัย โดยใช้วิธีการต่างๆ ที่ไม่เป็นการขัดขวางรบกวนการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ย่อมเป็นสิทธิอันพึงมีพึงได้ตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ การตอบโต้การดำเนินการตรวจสอบใดๆ ด้วยการฟ้องบุคคลที่ตรวจสอบ จึงเสมือนเป็นการกระทำที่เกินกว่าเหตุ ส่อนัยของการฟ้องเพื่อปิดปากสาธารณะ ซึ่งขัดหลักความโปร่งใสในระบอบประชาธิปไตยที่สุจริตอย่างยิ่ง
อีกทั้งข้อหาที่ฟ้องดำเนินคดีมีความรุนแรง ทั้งข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ขัดขวางการเลือกตั้ง เปิดเผยข้อมูล นำเข้าข้อความอันเป็นเท็จในระบบคอมพิวเตอร์ ดูจะขัดแย้งกับภาพข่าวที่ปรากฏต่อสาธารณะที่เห็นว่าการตรวจสอบดังกล่าวเป็นการกระทำที่เปิดเผย โดยไม่ได้มีการคุกคามหรือขัดขวางการทำหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแต่ประการใด ดังนั้น พรรค ปชป.ขอเรียกร้องให้ กกต.หยุดดำเนินการในลักษณะดังกล่าว
ขณะที่ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยออกแถลงการณ์แสดงความห่วงใยต่อกรณี กกต.แจ้งความดำเนินคดีอาญาต่อช่างภาพที่ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชนว่า สมาคมเห็นว่าการดำเนินคดีทางอาญาต่อสื่อมวลชนหลายข้อหา ที่มีลักษณะร้ายแรง เช่น ความผิดฐานอั้งยี่ ซึ่งมีบทลงโทษสูง หากมิได้พิจารณาเจตนาและบริบทของการทำหน้าที่อย่างรอบด้าน อาจส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพของสื่อมวลชน และก่อให้เกิดบรรยากาศแห่งความหวาดกลัวในการรายงานข่าวสารสาธารณะ สมาคมขอเรียกร้องให้ กกต.พิจารณาข้อเท็จจริงของกรณีดังกล่าวอย่างรอบด้าน โดยคำนึงถึงเจตนาสุจริตของผู้ปฏิบัติหน้าที่สื่อมวลชน

