สงครามอิหร่าน – ยังไม่ทันที่คณะกรรมการเลือกตั้ง หรือ กกต. จะประกาศรับรองสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรชุดใหม่ เพื่อเดินหน้ากระบวนการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ โดยมีพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำ
เดือนมีนาคม 2569 ก็เปิดฉากด้วยความร้อนระอุขึ้นมาทันทีที่ สหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เปิดปฏิบัติการทางการทหารครั้งใหญ่ โจมตีเข้าใส่จุดสำคัญของอิหร่าน ต่อเนื่องตั้งแต่วันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา
ซีเอ็นเอ็นรายงานโดยอ้างสื่อของอิหร่านว่า อยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ถูกสังหารภายในที่พักของเขาในกรุงเตหะราน เมืองหลวงของประเทศ ขณะกำลังปฏิบัติหน้าที่ เมื่อช่วงเช้าของวันที่ 28 กุมภาพันธ์
หลังจากนั้น ปฏิบัติทางทหารเพื่อตอบโต้จากกองกำลังของอิหร่าน ก็กระจายการโจมตีออกไปยังประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง เกิดความเสียหายแล้วในกว่า 10 ประเทศ
หากจะเรียกว่านี่คือวิกฤตการณ์ “สงคราม” ในระดับภูมิภาค ที่สร้างความปั่นป่วนไปทั่วโลกก็คงไม่ผิดนัก
ไม่ว่าจะผลกระทบระยะสั้นในด้านการเดินทาง/ขนส่ง มีการประกาศยุติการเดินทางโดยท่าอากาศยานทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง การประกาศปิดน่านฟ้า ไปจนถึงการยุติการขนส่งทางเรือกผ่านช่องแคบฮอร์มุซ เส้นทางสำคัญในการขนส่ง น้ำมันดิบ, ก๊าซธรรมชาติ ไปยังประเทศต่างๆ โดยเฉพาะในทวีปเอเชีย
แน่นอนว่าประเทศไทย รัฐบาลรักษาการของไทยภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ต้องเผชิญโจทย์ที่ยากและท้าทายอย่างที่คาดไม่ถึงด้วยเช่นเดียวกัน
เมื่อวันที่ 2 มีนาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เป็นประธานการประชุมเพื่อประเมินผลกระทบสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง
โดยมี นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ น.ส.ตรีนุช เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ พร้อมด้วยปลัดกระทรวง และข้าราชการที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
ประเด็นเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การดูแลความปลอดภัยให้กับคนไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่สู้รบในหลายประเทศ การประสานงานติดต่อให้ข้อมูล รวมถึงการเตรียมความพร้อมที่จะอพยพคนไทย ไม่ว่าจะในประเทศอิหร่าน หรือประเทศอื่นๆ ที่มีความเสี่ยงต่อสถานการณ์สู้รบในเวลานี้
ขณะเดียวกันก็มีการกำหนดท่าทีของประเทศไทยต่อความขัดแย้งที่กำลังเข้มข้น และขยายวงกว้างออกไปมากขึ้นเป็นลำดับ
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวภายหลังการประชุมในวันดังกล่าวว่า มีการหารือถึงภาพรวมทุกมิติ ดูมาตรการรองรับระยะสั้น และวางกลยุทธ์โลกที่เปลี่ยนไปในระยะยาว ทั้งนี้ผลกระทบแบ่งออกเป็น 5 ด้านคือ
1.พลังงาน สถานการณ์ในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะช่องแคบฮอร์มุซที่เปราะบาง (เพราะปริมาณนํ้ามัน 20% ของน้ำมันทั่วโลกมาจากที่ดังกล่าว) จึงมีแนวโน้มที่จะทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น
อย่างไรก็ดี กระทรวงพลังงานได้เตรียมมาตรการรองรับ สามารถใช้กองทุนน้ำมันดูแลผลกระทบในระยะสั้นได้ ขณะเดียวกัน ไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพออยู่ที่ 60 วัน จึงสามารถดูแลไม่ให้ส่งผลกระทบประชาชนได้แน่นอน
2.การค้าด้านสินค้าและบริการ ซึ่งผลกระทบทางอ้อม เช่นค่าระวางเรือ จะกระทบการขนส่ง จะปรับตัวสูงขึ้น โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบกระทรวงพาณิชย์ให้หารือกับภาคเอกชน เพื่อเตรียมพร้อมรองรับในส่วนนี้
3.การท่องเที่ยว ทางตรงกระทบไม่มาก เพราะมีนักท่องเที่ยวตะวันออกกลางเพียง 4% ไม่กระทบระยะสั้นมาก ในทางกลับกันอาจจะเป็นโอกาสในการดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เปลี่ยนมาสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และประเทศไทย โดยจะเป็นกลยุทธ์ในระยะต่อไป
4.ตลาดทุน เมื่อเกิดสงคราม ทุกคนจะวิ่งไปหาสินทรัพย์ที่ปลอดภัย เช่น ทองคำ แต่ผลกระทบไม่มาก และวิ่งเข้าสู่สกุลเงินดอลลาร์
5.แรงงาน กระทรวงแรงงานมีการประสานกับภาคเอกชน เพื่อดูแลให้ความช่วยเหลือ คนไทยที่ไปทำงานในตะวันออกกลาง และเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ถึงจุดนี้ยังยากที่จะคาดการณ์ได้ว่า สถานการณ์วิกฤตที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง จะพัฒนาต่อไปอย่างไร การโจมตีตอบโต้ระหว่างฝ่ายต่างๆ จะยืดเยื้อยาวนาน หรือยุติลงได้ภายในระยะเวลาไม่นานนัก
สถานการณ์วิกฤตเช่นนี้เอง ในอีกด้านหนึ่งจะเป็นบทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาลรวมถึงทีมงานของพรรคภูมิใจไทย อันมีนายอนุทินเป็นนายกรัฐมนตรีและเป็นผู้นำที่จะกำหนดแผนทั้งระยะสั้นและระยะยาว
เพื่อรับมือกับสถานการณ์ รับมือกับผลกระทบด้านต่างๆ ที่จะตามมาโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ที่จะกลายเป็นโจทย์ที่ยากมาขึ้นไปอีกในเวลานี้

