สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลาง หลังสหรัฐและอิสราเอล เปิดฉากโจมตี “อิหร่าน” มาตั้งแต่วันที่ 28 ก.พ. ดูเหมือนว่าจะเป็นวิกฤตใหญ่ที่ “รัฐบาลอนุทิน 2” ต้องเผชิญกับแรงกระแทกตั้งแต่ยังไม่ได้เข้ามาบริหารงาน
เพราะจนถึงขณะนี้ยังไร้สัญญาณของการเจรจาเพื่อยุติการสู้รบ ทุกฝ่ายยังคงเดินหน้าปฏิบัติการโจมตี ทำให้ความขัดแย้งขยายวงแล้ว 9 ประเทศในตะวันออกกลาง
ผลกระทบจากสงครามครั้งนี้สะเทือนเศรษฐกิจโลกและไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ประเด็นเฉพาะหน้าที่ต้องเร่งดำเนินการคือ การดูแลความปลอดภัยให้กับคนไทยที่ยังอยู่ในพื้นที่สู้รบในหลายประเทศราว 1 แสนกว่าคน และการเตรียมแผนอพยพกลับมายังประเทศไทย
เฉพาะที่อิหร่านซึ่งมีคนไทยอาศัยอยู่ราว 300 คน ได้แจ้งขอกลับแล้วเกือบ 200 คน เริ่มอพยพรอบแรกวันที่ 7 มี.ค. และรอบสองในวันที่ 10 มี.ค.นี้
ส่วนประเทศอื่นแม้ตัวเลขขอเดินทางกลับยังไม่มาก แต่ก็ต้องมีแผนรองรับ ซึ่งเข้าใจว่ามีการเตรียมพร้อมไว้หมดแล้ว
ทั้งแผนการอพยพด้วยเครื่องบินพาณิชย์ทั่วไป เครื่องบินเช่าเหมาลำ เครื่องบินกองทัพอากาศไทย และที่เลวร้ายกรณีน่านฟ้าปิดจะต้องอพยพทางเรือ
อีกเรื่องที่น่ากังวลกับผลกระทบที่เกิดขึ้นกับคนไทยโดยตรง ใน 2 ด้านหลัก 1.ผลกระทบ “ด้านพลังงาน” หลังอิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานสายสำคัญของโลก
ยิ่งสร้างความวิตกต่อคนไทยว่า ปริมาณน้ำมันสำรองในประเทศจะขาดแคลน ไม่เพียงพอ
สะท้อนได้จากประชาชนนำรถยนต์ รถจักรยานยนต์ไปเข้าคิวเติมน้ำมันจนแน่นสถานีบริการ
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลจะมีแผนบริหารจัดการอย่างไร เพื่อหาแหล่งพลังงานสำรองจากแหล่งอื่นๆ มาเพิ่มเติม
ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อออกไปยาวนานกว่าปริมาณน้ำมันสำรองที่ พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม ออกมายืนยันว่าจะมีใช้ได้ราว 90 วัน
ขณะที่ราคาน้ำมันในประเทศซึ่งจะต้องขยับสูงขึ้นตามราคาน้ำมันดิบโลกอย่างเลี่ยงไม่ได้ รัฐบาลจะใช้กลไกกองทุนน้ำมัน ตรึงราคาไม่ให้พุ่งสูงขึ้น เพื่อลดผลกระทบกับประชาชนได้เพียงแค่ 15 วันเท่านั้น
2.ผลกระทบราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ที่มีแนวโน้มจ่อปรับราคาสูงขึ้นตามราคาน้ำมัน ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าถ้าน้ำมันราคาสูงขึ้น 100-120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาต้นทุนสินค้าจะเพิ่มขึ้น 5-10 บาท เงินเฟ้ออาจจะพุ่งสูงขึ้น1-2%
มาตรการเฉพาะหน้าของกระทรวงพาณิชย์ในตอนนี้ คือการป้องกันการฉวยโอกาสขึ้นราคาสินค้าทั่วประเทศ โดยเฉพาะสินค้าที่มีความเชื่อมโยงกับต้นทุนพลังงานและการขนส่ง
สำหรับผลกระทบในภาพรวมนั้นศูนย์วิจัยกสิกรไทยประเมินว่า หากสถานการณ์ยืดเยื้อ เกินกว่า 3 เดือน ส่งผลลบต่อ GDP ไทยให้ลดลง 0.6% และผลักดันเงินเฟ้อทั่วไปเพิ่มขึ้นราว 1%
ในสถานการณ์การสู้รบที่สะเทือนไปทั้งโลกนี้ถือเป็นอีกบททดสอบครั้งใหญ่ของรัฐบาลชุดใหม่

