หน้าแรก การเมือง ‘โมจตาบา’ผู้น...

‘โมจตาบา’ผู้นำอิหร่านคนใหม่ ปลุกสงคราม ตอ.กลาง ยืดเยื้อ?

6.03.26 | 09:14 น.

หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการประเมินสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางหลังสำนักข่าวของอิหร่านระบุ นายโมจตาบา คาเมเนอี บุตรชายคนที่ 2 ของอยาตอลเลาะห์ อาลี คาเมเนอี ที่เสียชีวิตหลังถูกลอบสังหารโดยปฏิบัติการทางทหารที่สหรัฐอเมริกากับอิสราเอล ได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน

สามารถ ทองเฝือ
อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้เชี่ยวชาญด้านโลกอิสลาม

แนวโน้มสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างอิหร่าน สหรัฐอเมริกา และอิสราเอล หากพิจารณาแนวโน้มในระยะต่อไป แม้ว่าการใช้กำลังทางทหารยังคงรุนแรงและต่อเนื่องเรื่อยๆ แต่อิหร่านอาจเป็นฝ่ายที่กลับมาได้เปรียบในเชิงยุทธศาสตร์

ประเด็นสำคัญประการหนึ่ง คือ โครงสร้างผู้นำของอิหร่านหลังจากการสูญเสียผู้นำสำคัญในระดับสูง โดยมีแนวโน้มว่าผู้สืบทอดตำแหน่งจะเป็นบุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้นำคนเดิมอย่างมาก เปรียบเสมือน “มือขวา”และเป็นตัวตายตัวแทนที่ถูกเตรียมไว้ล่วงหน้า

Advertisement

ผู้นำคนใหม่ของอิหร่านมีลักษณะเป็นผู้นำสายปฏิบัติการมากกว่าสายเสรีนิยม แม้ในอิหร่านจะมีกลุ่มแนวคิดเสรีนิยมอยู่บ้าง 2-3 กลุ่ม แต่แนวโน้มที่เกิดขึ้นสะท้อนว่าระบบการเมืองของอิหร่านกำลังเลือกผู้นำที่เน้นความแข็งแกร่งและความเด็ดขาดในการเผชิญหน้ากับวิกฤต จะเห็นว่าจากข่าวปรากฏ นักวิชาการหลายท่านประเมินตรงกัน ประเมินว่า แนวโน้มการสู้รบอาจเข้มข้นขึ้น ในระยะต่อไประดับความรุนแรงของการใช้อาวุธและการปะทะกันทางทหารมีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้น เพราะผู้นำชุดใหม่ของอิหร่านย่อมไม่สามารถถอยได้ง่ายๆ

ในทางจิตวิทยาการเมือง เมื่อเกิดการสูญเสียผู้นำ ย่อมเกิดแรงกดดันทางสังคมและการเมืองให้ต้องตอบโต้หรือ “เอาคืน” คู่ขัดแย้ง นี่เป็นธรรมชาติของมนุษย์และของรัฐชาติที่ต้องรักษาศักดิ์ศรี คาดว่าอิหร่านเริ่มวางแผนตอบโต้ทางทหารแล้ว โดยโจมตีฐานทัพของสหรัฐอเมริกาในประเทศอาหรับบางแห่งรอบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอิหร่านยังคงมีศักยภาพด้านการทหารและสามารถเลือกเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ได้ อีกด้านหนึ่งความได้เปรียบคืออิหร่านมีศักยภาพทางทหารสะสมจำนวนมากพอสมควร

ปัจจัยที่อาจทำให้อิหร่านได้เปรียบ คือ ศักยภาพด้านอาวุธที่สะสมมาเป็นเวลานานแล้ว มีจรวดจำนวนมาก อาวุธล้ำสมัย กองกำลังอิหร่านมีอาวุธสะสมอยู่จำนวนมาก และสิ่งที่ใช้ตอบโต้ในขณะนี้อาจยังไม่ใช่อาวุธที่ร้ายแรงที่สุดที่พวกเขามีอยู่อีก จะมีอาวุธที่ร้ายแรงเก็บซ่อนอยู่

อีกปัจจัยหนึ่งคือ “คะแนนความเห็นอกเห็นใจจากประชาคมโลก” เนื่องจากภาพลักษณ์ในสายตาหลายประเทศมองว่าอิหร่านเป็นฝ่ายที่ถูกโจมตีก่อนโดยสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล ข้ออ้างของการโจมตีในสายตาหลายประเทศยังไม่ชัดเจนมากนัก ทำให้ภาพของอิหร่านกลายเป็นประเทศที่ถูกกระทำ ซึ่งทำให้สหรัฐและอิสราเอลอาจเสียความชอบธรรมทางการเมืองระหว่างประเทศ หากสถานการณ์ลากยาว ฝ่ายที่อาจเสียเปรียบเรื่อยๆ อาจเป็นสหรัฐอเมริกาและอิสราเอล เนื่องจากต้นทุนสงครามที่สูงและแรงกดดันจากประชาคมโลก

อย่างไรก็ตาม มองว่าสงครามครั้งนี้ไม่น่าจะยืดเยื้อเป็นปีเหมือนกรณีสงครามยูเครน-รัสเซีย หรือสงครามอิหร่าน-อิรักในอดีต คาดว่าการปะทะครั้งนี้อาจกินเวลาไม่เกินประมาณหนึ่งเดือน คล้ายเหตุการณ์ความขัดแย้งระหว่างอิหร่านกับอิสราเอลที่เคยเกิดขึ้นช่วงสั้นๆ ประมาณ 12 วัน ก่อนที่ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดจะเริ่มอ่อนแรงและยุติการโจมตี

แต่อิหร่านไม่น่าจะยอมยุติความขัดแย้งได้ง่าย เพราะมองว่าตนเองถือไพ่เหนือกว่าในหลายมิติ อีกปัจจัยสำคัญมากที่ทำให้อิหร่านมีอำนาจต่อรองสูงคือ การควบคุมพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญของโลกอย่างช่องแคบฮอร์มุซ ช่องแคบดังกล่าวเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบที่สำคัญของโลก หากเกิดการปิดกั้นหรือความไม่มั่นคงในพื้นที่ ย่อมส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน ราคาทองคำ และเสถียรภาพเศรษฐกิจโลก หากสถานการณ์รุนแรงขึ้นถึงขั้นกระทบการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ก็อาจทำให้ระบบเศรษฐกิจโลกเกิดภาวะชะงักงันได้เลยทีเดียว

สำหรับคำถามว่า สถานการณ์จะลุกลามไปสู่การใช้อาวุธนิวเคลียร์หรือไม่ มองว่าโอกาสยังค่อนข้างต่ำ และส่วนใหญ่เป็นเพียงการใช้วาทกรรมเพื่อข่มขู่ทางยุทธศาสตร์มากกว่า อันนี้จะตึงเครียดสูงสุด ชาวโลกทั้งโลกออกมาต่อต้านแน่นอน สหรัฐอเมริกาเองมีอาวุธนิวเคลียร์จำนวนมาก และมีจุดยืนไม่ต้องการให้ประเทศอื่นครอบครอง เพราะมองว่าเป็นภัยต่อความมั่นคงโลก แต่การนำอาวุธชนิดนี้มาใช้จริงในสถานการณ์ปัจจุบันจะไม่มีความชอบธรรมอย่างมาก ความขัดแย้งครั้งนี้ยังไม่น่าจะพัฒนาไปถึงขั้นสงครามนิวเคลียร์

และต้องจับตาท่าทีรัสเซีย-จีน-ตุรกี-ท่าทีของมหาอำนาจอื่นๆ จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางสงคราม โดยเฉพาะรัสเซีย จีน ตุรกี รวมถึงเกาหลีเหนือ ประเทศเหล่านี้กำลังจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด แม้อาจยังไม่แสดงบทบาทชัดเจนในช่วงแรก แต่หากสถานการณ์ยกระดับมากขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเข้ามาให้การสนับสนุนอิหร่าน ไม่ทิ้งแน่นอน

แม้จะเป็นการวิเคราะห์เชิงยุทธศาสตร์ แต่ตนและประชาคมโลกต่างไม่ต้องการเห็นสงครามขยายตัว ประเทศไทยเองไม่ควรสนับสนุนสงคราม และควรวางจุดยืนอย่างระมัดระวัง เพราะหากสถานการณ์บานปลายก็อาจนำไปสู่ความเสี่ยงของสงครามโลกครั้งที่ 3 ซึ่งไม่มีใครต้องการให้เกิดขึ้น

 

เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว
อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ส่วนตัวเชื่อว่าสงครามไม่น่าจะขยายวงกว้างมากไปกว่านี้ ความเข้มข้นของการต่อสู้ยังเป็นการยิงและรอดูท่าทีกัน แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีโอกาสที่จะขยายตัว แต่กว่าจะไปถึงจุดนั้นโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ก็คงโดนแรงต้านเยอะหากจะนำสหรัฐไปสู่การทำสงครามเต็มรูปแบบ เพราะนอกจากจะทำให้เศรษฐกิจชะงักแล้ว ยังจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการก่อการร้ายในประเทศรุนแรงเพิ่มขึ้นด้วย ดังนั้น ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุหรือมีปัจจัยที่คาดไม่ถึง สงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านคงไปไม่ถึงจุดที่เป็นสงครามเต็มรูปแบบ และคิดว่าเป็นไปไม่ได้ที่สงครามจะจบลงใน 4-5 สัปดาห์ ตามที่ทรัมป์ระบุ และสุดท้ายหากผ่านไป 4-5 สัปดาห์ แล้วยังไม่จบ ความกดดันก็จะกลับมาอยู่ที่สหรัฐ และจะเริ่มถูกตั้งคำถาม

การสู้รบระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่าน กำลังทำให้เศรษฐกิจไทยเผชิญความท้าทายอย่างหนัก และอยู่บนจุดตัดที่จะส่งผลกระทบแตกต่างกันตามสถานการณ์ที่เป็นไปได้ใน 2 ทาง ได้แก่ 1.สงครามรุนแรงขึ้นกว่าเดิมจนกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบ (Full-scale war) 2.สงครามรุนแรงในระดับเท่าเดิม แต่ระยะเวลายืดเยื้อยาวนาน

สำหรับกรณีแรกคือ สถานการณ์ยกระดับเป็นสงครามเต็มรูปแบบ จะนำไปสู่การชะงักงันของเศรษฐกิจโลก และจะทำให้เศรษฐกิจไทยที่การเติบโตไม่ค่อยสูงอยู่แล้วแย่ลงกว่าเดิม เพราะ 2 ใน 3 ของเศรษฐกิจไทยขึ้นอยู่กับเศรษฐกิจโลก ขณะที่การใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจะทำได้ยาก รวมถึงการเปิดตลาดการค้าใหม่ๆ ในสถานการณ์ที่โลกกำลังทำสงครามก็เป็นไปได้ยาก การลงทุนจะชะลอตัวลง ค่าเงินจะผันผวนมากขึ้นจากเงินที่ไหลเข้าออกเร็วขึ้น

ผลกระทบที่เห็นชัดๆ ในขณะนี้คือราคาน้ำมันที่ปรับตัวเพิ่มสูงขึ้น จำนวนนักท่องเที่ยวที่ลดลง และหลังจากนี้การส่งออกกจะชะลอตัวลงตามไป ซึ่งในอนาคตหากสถานการณ์ยกระดับกลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบก็จะยิ่งน่ากลัว คือรายได้จะไม่โตแต่ค่าครองชีพผู้คนจะเพิ่มสูงขึ้น และจะยิ่งทำให้คนรายได้น้อยลำบากมาก จะบอกให้เป็นหนี้เพิ่มก็ไม่ได้เพราะทุกวันนี้หนี้ครัวเรือนก็สูงถึง 90% ของจีดีพี(ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) สุดท้ายปัญหาสังคมก็จะตามมา

สำหรับกรณีที่สองคือ ความรุนแรงของสงครามไม่ได้มากขึ้น จำกัดอยู่เฉพาะพื้นที่ตะวันออกกลางเพียงอย่างเดียว แต่ยืดเยื้อยาวนานออกไป 2-3 ปี ซึ่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยจะไม่รุนแรงเท่ากรณีแรก เพราะโลกจะเกิดเส้นทางการค้าขายใหม่ที่มองข้ามพื้นที่ความขัดแย้งเหล่านี้ไปได้ แต่ก็อาจทำให้ไทยประสบปัญหาในเรื่องการทำตลาด ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง รวมถึงเส้นทางการขนส่งที่การเปลี่ยนกองเรือ และการวางแผนการส่งสินค้าต้องเปลี่ยนตามไปด้วย

ยิ่งสงครามยืดเยื้อทุกฝ่ายจะเจ็บหนัก โดยเฉพาะสหรัฐ เพราะคู่ค้าจะไม่เอาด้วย และสุดท้ายสหรัฐจะโดดเดี่ยวทั้งทางเศรษฐกิจและการเมืองระหว่างประเทศ เพราะก่อนหน้านี้หลายประเทศไม่พอใจเรื่องมาตรการทางภาษีของทรัมป์อยู่แล้ว และรอบนี้เหมือนฟางเส้นสุดท้ายของความอดทนที่มีต่อสหรัฐจะขาดลงไปได้ ซึ่งถึงตอนนั้นภาพที่เกิดขึ้นคือจะเกิดการรวมตัวกันใหม่ และการแข็งข้อต่อสหรัฐ อย่างประเทศสเปนตอนนี้ก็ไม่เอาด้วยแล้ว หรือหลายประเทศในยุโรปก็เริ่มสงวนท่าทีจากเดิมที่ดูเหมือนว่าจะช่วยสหรัฐเต็มที่ ตอนนี้ก็ชะลอลงมา จากจุดนี้น่าจะทำให้สหรัฐ ต้องระวังค่อนข้างมากถ้าจะทำให้สถานการณ์ไปไกลกว่านี้

ที่สุดแล้วไม่ว่าอนาคตจะไปในแนวทางใด เศรษฐกิจไทยก็จะได้รับผลกระทบหมด ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลควรจะทำเพื่อรับมือ คือ ไม่ควรใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจโดยใช้การแจกเงินให้กับประชาชน แต่ควรเป็นการรักษาการจ้างงาน และสร้างการจ้างงาน ที่มีแผนที่ชัดเจน เช่น ช่วงไหนการส่งออกทำได้น้อยหรือต้นทุนของไทยสู้ประเทศอื่นไม่ได้ รัฐบาลอาจมีการช่วยอุดหนุนในการจ่ายเงินเดือนให้พนักงานที่เสี่ยงจะตกงานจากการถูกเลิกจ้างในสัดส่วนคนละครึ่งกับบริษัท หรือแบ่งเป็นปีนี้ช่วย 50% ปีหน้าช่วย 25% เป็นขั้นบันได เพราะตอนนี้การรักษาการจ้างงานถือเป็นสิ่งสำคัญมาก เนื่องจากทำให้เกิดความมั่นคง และมั่นใจในเศรษฐกิจ อันจะนำไปสู่ความกล้าในการใช้จ่ายเงิน ซึ่งจะช่วยให้เศรษฐกิจขับเคลื่อนและประคองตัวต่อไปได้

ศักยภาพทางการคลังของประเทศสามารถทำแบบนี้ได้มากกว่า (อุดหนุนเงินเพื่อรักษาการจ้างงาน) เพราะจะมีการหมุนเวียนกลับมาในรูปแบบภาษีนิติบุคคลจากบริษัท และถ้ามีการทำควบคู่กับการหาตลาดเท่าที่หาได้ก็จะช่วยได้เยอะ และเป็นการทำตลาดเชิงรุกด้วย แม้แต่ในตะวันออกกลางเองการทำสงครามก็ทำให้เจอปัญหาในเรื่องอาหารและอุปโภคบริโภค พวกนี้เป็นโอกาสของไทยเหมือนกัน หรือแม้แต่การส่งเสริมพื้นที่ให้คนมีรายได้เยอะสามารถขอวีซ่าในการมาอยู่ประเทศไทยได้นานขึ้น เม็ดเงินก็จะถูกนำมาหมุนเวียนใช้จ่ายในประเทศไทยได้เหมือนกัน

ขณะนี้ไทยมีน้ำมันสำรองประมาณ 45-60 วัน แต่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากนั้นแล้วจะหาไม่ได้ เพราะแหล่งพลังงานทั้งโลกมีอยู่หลายแหล่ง ถ้ามีความจำเป็นจริงๆ ไทยยังสามารถหาซื้อได้ และเชื่อว่ากลไกตลาดจะทำให้มีทางออกในเรื่องนี้ อีกทั้งไทยยังมีมาตรการในการรองรับผลกระทบอยู่แล้ว เชื่อว่ารัฐบาลไม่ปล่อยให้ไปสู่จุดที่น้ำมันขาดแคลนแน่ๆ แม้ราคาอาจจะแพงขึ้นก็ตาม สิ่งที่ต้องกังวลคือราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อค่าครองชีพ และหากเหตุการณ์ยืดเยื้อและขยายความรุนแรงขึ้นกว่านี้ อาจเกิดการขาดแคลนน้ำมันอย่างรุนแรงได้การเตรียมความพร้อมสำหรับกรณีนี้จึงมีความสำคัญมาก ไม่แพ้การแก้ปัญหาระยะสั้น