หมายเหตุ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นประธานในงานสัมมนา ส.ส. ผู้บริหาร และสมาชิกพรรค ภายใต้สโลแกน “พูดแล้วทำพลัส” ปาฐกถาในหัวข้อ “ถอดรหัส 192 เสียง โอกาสและความท้าทาย” ที่สนามช้าง อินเตอร์เนชั่นแนล เซอร์กิต จ.บุรีรัมย์ เมื่อวันที่ 8 มีนาคม
ขอต้อนรับทุกคนเข้าสู่จุดกำเนิดของพรรคภูมิใจไทย ครั้งนี้มาพบกับทุกคนด้วยความตื่นเต้นและดีใจ พัฒนาการของพรรคภูมิใจไทยเข้าสู่ปีที่ 18 แล้ว จำได้ว่าตอนที่เราเลือกตั้งครั้งแรกเดินแค่ 10 วินาทีก็ทักทายกันหมดแล้ว แต่วันนี้เดินเกือบ 15 นาทีกว่าจะทักกันจนครบ และไม่ว่าพรรคของเราจะอยู่ในขนาดไหนหรือมีจำนวนสมาชิกเท่าไหร่ สิ่งแรกการที่พรรคจะดำเนินการก่อนจะเข้าสภาผู้แทนราษฎร คือจัดให้มีการปฐมนิเทศบรรดาสมาชิก
วันนี้เป็นการประชุมพบปะหารือสร้างความคุ้นเคยเฉพาะ ส.ส. และสมาชิกพรรคภูมิใจไทยเท่านั้น ไม่ได้เป็นการประชุม ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล แต่เป็นการประชุมสมาชิกพรรคภูมิใจไทย มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งต้องทำความรู้จักกันทำให้ช่องว่างระหว่างพวกเราเกิดขึ้นให้น้อยที่สุด จาก 34 คน เป็น 51 คน เป็น 71 คนและในวันนี้เป็น 192 คน จากการพวกเราใช้ชีวิตร่วมกันช่วงเลือกตั้ง ต้องถือว่าเราร่วมเป็นร่วมตายกันมา มีความใกล้ชิดกัน แต่วันนี้เราต้องรวมกันทำให้รู้จักกันมากที่สุด ทำให้การปฐมนิเทศวันนี้เกิดขึ้น มีพวกเรามาร่วมชีวิตกันครั้งนี้แทบจะทุกภาคของประเทศไทย สิ่งที่อยากเห็นคือ ขอความกรุณาไม่ใช่ซีกท่านวราวุธก็นั่งกันโต๊ะนี้สุพรรณบุรี นครปฐม ท่านขิงมาโต๊ะนี้ก็ชุมพร พิษณุโลก โต๊ะพี่เฮ้ง ชลบุรี จันทบุรี ตราด เพชรบุรีราชบุรี แต่เราต้องรวมกันให้หมด
ขอแสดงความยินดีกับทุกท่าน ที่เราผ่านร้อนผ่านหนาวต่างๆ รอดมาจึงเป็นผู้แทนราษฎรได้ ต้องขอขอบพระคุณผู้สนับสนุน โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรีทุกท่านช่วยกันปราศรัยดีเบต ช่วยกันทำหน้าที่เชียร์ให้ทุกคนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้ ทุกท่านทำงานอย่างเหน็ดเหนื่อยหนักหนาสาหัสมาก ทุกท่านคงเห็นว่าจากการที่เราทำงานหนัก เราถึงเข้ามาตรงนี้ได้ ไม่มีฟลุค ส่วนใหญ่ 99% ทิ้งขาดคู่แข่งแบบจะนับกี่รอบก็พร้อม เพราะอย่างไรท่านก็ชนะแน่นอน คนเคยชนะเป็นร้อยก็ชนะเป็นหมื่น สำหรับท่านที่มาอยู่พรรคภูมิใจไทย จะเห็นพัฒนาการของเราเติบโตขึ้นมาโดยตลอด กราฟแข็งแรง ไม่ว่าจะมีเลือกตั้งกี่ครั้งก็ตามจะทะยานขึ้นไม่มีตก
ขอให้ท่านได้มั่นใจว่าตัวผมแม้จะมีพรรษาทางการเมืองน้อยกว่าหลายคนในห้องนี้ แต่ผ่านการเลือกตั้งมหาโหดมา 4 ครั้ง ในชีวิตการเมืองเข้ามา ผมยืนยันถ้าพวกเราทุกคนไม่ประมาท ทำตัวให้เป็นที่เชื่อมั่น และไว้ใจน่าเชื่อถือของชาวบ้าน ทำตัวสม่ำเสมอ ถ้าพวกเราทุกคนคิดอยู่เสมอว่าสิ่งที่ทำอยู่ยังไม่พอ ต้องทำให้ชาวบ้านรักเราเพิ่มมากขึ้น ผมยังไม่เคยเห็นใครสอบตก

วิธีการทำงานแบบภูมิใจไทยคือเราไม่เห็นสิ่งอื่นใดสำคัญกว่าชาวบ้านเลือกเราให้เข้ามาเป็นผู้แทนราษฎร สำหรับผมยังไม่มีปัญญาเป็น ส.ส.เขต แบบหลายหลายท่าน ผมเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ แต่การเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของคนในพรรคภูมิใจไทย ไม่ใช่แค่ให้เขาเอาเบอร์มาแปะแล้วรอน้ำทิพย์ชโลมลงมา แต่ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคภูมิใจไทยเป็น ส.ส.ของคนทั้งประเทศ เรามี 19 คน ต้องไปทุกจังหวัดทั่วประเทศ ต้องทำงานหนักกว่า ส.ส.เขต เพราะขอบเขตการให้บริการของท่านทั่วประเทศ ต้องรับฟังปัญหาต่างๆ ของชาวบ้านทั่วประเทศแล้วนำมาแก้ไขปัญหา นี่คือวิธีคิดของพรรคภูมิใจไทย เราต้องทำให้ความเป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ทั้ง 19 คนที่มีอยู่ พวกเราต้องทำงานอย่างหนัก เพราะสิ่งเหล่านั้นคือคะแนน คู่แข่งของเราดูแล้วเข้ามาแน่ๆ หรือกระแสดี แต่เมื่อเขาไม่ลงพื้นที่โอกาสกลับมาน้อยมาก ไม่มีหรอก ส.ส.กระแสพรรคดีเดี๋ยวเขาเลือกเอง ผมยังไม่เคยเห็น ตรงนี้ ส.ส.ภูมิใจไทยไม่มี ส.ส.ภูมิใจไทยทุกคนทำงานอย่างเต็มที่ไม่มีวันหยุดหย่อน
ในพรรคภูมิใจไทยวิธีการทำงานของพรรคภูมิใจไทย คนเป็น ส.ส.สำคัญไม่น้อยกว่าคนเป็นรัฐมนตรี พวกผมมีโอกาสเป็นรัฐมนตรีและเป็น ส.ส.ด้วย ผมจะปลูกฝังพวกเขาตลอดว่า ถ้าจะต้องเลือกเป็น ส.ส. ไม่ใช่เลือกเป็นรัฐมนตรี ผมเคยพูดกับคนหลายคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในพรรคร่วมรัฐบาลมาก่อน ตอนเขาได้รับตำแหน่ง แล้วเขาทิ้งตำแหน่ง ส.ส.ไปเลือกตำแหน่งรัฐมนตรี ไม่มั่นคงไม่มีการทำงานผลิตผลงานได้อย่างเต็มที่ สู้ ส.ส.ไม่ได้เพราะตำแหน่ง ส.ส.เป็นตำแหน่งมีเกียรติยศมาก ท่านต้องมีความภาคภูมิใจ ผมมีความภาคภูมิใจมากสมัยยังไม่ได้เป็นนายกฯ ผมเป็น ครม. เมื่อเวลามีอภิปรายแล้วผมไปนั่งในที่ ส.ส. ผมจะรู้สึกว่าพรรคเรามีพลังมากเป็นพิเศษ ต้องเรียนให้ทุกท่านเพื่อแชร์ความรู้สึกนี้ด้วย ผมเคยมานั่งจนหัวหน้ารัฐบาลมาเรียกให้ต้องขึ้นไปนั่งข้างบนที่นั่งของ ครม. เพราะเชื่อว่าตรงนั้นรังสีบางอย่างออก การเป็น ส.ส.มีคุณค่าและมีความหมายมาก รัฐมนตรีปลด ส.ส.ไม่ได้ แต่ ส.ส.ปลดรัฐมนตรีได้ ท่านคิดดูแล้วกันว่าสิ่งที่ผมพูดมีน้ำหนักมากแค่ไหน
ผมคิดว่าหลังการปฐมนิเทศเราคงจะรู้จักหน้าตาและรู้จักอุปนิสัยมีความคุ้นเคยกันมากยิ่งขึ้น และยิ่งเวลาทำงานด้วยแล้ว 4 ปีจากนี้ เราจะมีความใกล้ชิดกันเพิ่มมากขึ้น สิ่งที่ผมในฐานะหัวหน้าพรรคอยากขอวิงวอนขอพวกเราทุกคนให้รักษาไว้ซึ่งอัตลักษณ์และเอกลักษณ์ของความเป็นพรรคภูมิใจไทย นี่คือสิ่งสำคัญเป็นอย่างยิ่งจะทำให้พรรคของเราเติบโตขึ้น มาคำไหนคำนั้น เป็นปึกแผ่นไม่มีแหกคอก
แต่ไหนๆ ก็พูดแล้ว เรามี ส.ส. 3 คนแหกคอกช่วงเราพักร้อน 3 เดือน มี ส.ส.ของเรา 3 คน เห็นผิดเป็นชอบ ท่านอย่าคิดว่าชาวบ้านเขาไม่รู้ เที่ยวนี้ 3 คนไม่ได้กลับมาแม้แต่คนเดียว ฉะนั้น เรื่องของวินัยเรื่องของการรักษาเอกภาพของพรรคภูมิใจไทย ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง เรื่องอื่นๆ พูดคุยกันได้ไม่มีปัญหาใดๆ
ท่านจะเห็นว่าการทำงานของพวกเราเป็นบ้านเดียวกัน แต่ตอนนี้เวลาไปกินข้าวอาจจะลำบากหน่อย เพราะ 192 คน ตอนนั้นไปกินโต๊ะจีน 7 โต๊ะได้ แต่ตอนนี้ 19 โต๊ะไม่รู้จะไปหาที่ไหนได้ ก็คงจะต้องจัดสัมมนาพบปะสังสรรค์กันตามเวลาเหมาะสมทุกครั้ง เพื่อกระชับความแน่นแฟ้นของพวกเรา เพราะการทำงานทางการเมือง ผมคิดว่าทุกคนมีรูปแบบ เราจะมีรูปแบบการทำงานของแต่ละท่าน ทำให้พวกเราได้ทำสิ่งเป็นประโยชน์กับประเทศ และพี่น้องประชาชนของเรา แต่ต้องอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ ตรงนี้เราไม่ห่วง เรามีกลไกคอยทำให้ท่านได้เกิดความมั่นใจว่าสิ่งที่ท่านทำไปจะไม่เกิดปัญหาใดๆ เรามีคนคอยดูแลเรื่องนี้ให้กับพวกท่านอยู่ตลอดเวลา
พวกเราทุกคนช่วยกันเสียสละเวลาแบบนี้ มีไม่เยอะเราจะอยู่ร่วมกันและทำกิจกรรมร่วมกัน จะได้เกิดความคุ้นเคยกันอย่างเต็มที่ เป็นภาพสวยงามมาก พวกเราไปไหนไปเป็นปึกแผ่น สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้ของพรรคภูมิใจไทย การปฐมนิเทศวันนี้จะทำให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงานของเราให้เร็วที่สุด

ทุกคนทราบแล้วว่าวันที่ 14 มีนาคมนี้ เราได้รับแจ้งเบื้องต้นว่าจะมีรัฐพิธีพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดประชุมรัฐสภา วันนั้นขาดไม่ได้เลยแม้แต่คนเดียว พิธีนี้สำคัญมาก จากนั้นทุกอย่างจะดำเนินไปตามขั้นตอน มีการนัดประชุมสภานัดแรก เพื่อลงมติเลือกประธานสภา รองประธานสภาอีก 2 คน หลังจากนั้นเมื่อมีการโปรดเกล้าฯประธานสภาคนใหม่ ก็จะนัดประชุมอีกครั้งเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรี และนายกฯรอโปรดเกล้าฯ และตั้งคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ฉะนั้น ยังมีขั้นตอนอีกมากมาย กว่าจะถึงวันที่มีรัฐบาล ตอนนี้เราสามารถทำหน้าที่ ส.ส.อย่างเต็มที่ ไม่ต้องบอกว่าเดี๋ยวรอตั้งรัฐบาลเสร็จก่อน เดี๋ยวรอเปิดประชุมก่อน หรือเปิดสภาก่อนไม่ต้อง สถานะความเป็น ส.ส.เกิดขึ้นแล้วตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา การรับรองของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ทำให้ท่านเป็น ส.ส.แล้ว แต่มีกฎข้อบังคับ ระเบียบและจริยธรรมต้องดำเนินการ
ยุคนี้เป็นยุคจริยธรรมกางกฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ถ้าใครสงสัยไปอ่านได้ศาลรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าบทบัญญัติจริยธรรมว่ามีอะไรบ้าง แค่สงสัยโดยคนส่วนใหญ่ว่าท่านมีพฤติกรรมไม่ชอบ ไม่ถูกต้องหรือมีพฤติกรรมไม่ดี ท่านเข้าข่ายจริยธรรม ฉะนั้น ตรงนี้จะประมาทไม่ได้ ขอให้ท่านถือคัมภีร์นี้ติดตัวไว้ตลอดเวลา จะได้ไม่มีผลกระทบอะไรต่อท่าน หรือผลกระทบต่อสถานะของเรา ผลกระทบต่อตำแหน่งที่ท่านจะต้องไปเป็น เช่น ตำแหน่งประธานกรรมาธิการ ตำแหน่งรัฐมนตรี หรือตำแหน่งอะไรก็แล้วแต่ ในความเป็น ส.ส.เป็นได้ ท่านต้องระวังเป็นอย่างมาก
ที่สำคัญคนรอบข้าง ท่านจะมีผู้ช่วยหรืออะไรก็แล้วแต่ แต่ต้องคัดเลือกมาอย่างดี อย่าให้มีปัญหา อย่าไปเอาคนที่มีปัญหามาอยู่เป็นที่ปรึกษาเป็นผู้ช่วย จะต้องดูประวัติให้เรียบร้อยด้วย ไม่เช่นนั้นจะเป็นปัญหากับตัวเราได้ในอนาคตเช่นกัน จะพูดว่าจากนี้ไปไม่เป็นไร โอเค เดี๋ยวเคลียร์ได้ ยิ่งเคลียร์ยิ่งดัง มีคนพร้อมคอยช่วยกระจายข่าวให้อยู่แล้ว ตรงนี้เราต้องมีความระมัดระวังในการทำงานและดำรงตำแหน่ง ส.ส.ของท่านอย่างเต็มที่
เรื่องการเตรียมตัวแถลงทรัพย์สินของท่านต้องเตรียมและไปดูข้อกฎหมาย แต่พรรคก็มีทีมที่ปรึกษาว่าตรงไหนต้องแจ้งตรงไหนต้องแสดง คู่สมรสแปลว่าอะไรไม่ใช่จดทะเบียนอย่างเดียว กิ๊กไปไหนเปิดเผย ถ้าคนเห็นว่าอยู่ด้วยกันก็ต้องแถลง มีหลายเรื่องเราต้องให้ความสำคัญ ตรงนี้ท่านทั้งหลายจะได้รับข้อมูลต่างๆ จากการปฐมนิเทศในวันนี้เช่นกัน

