หน้าแรก การเมือง ส่องสเปก‘รมว....

ส่องสเปก‘รมว.แรงงาน’ เร่งแก้วิกฤตประชากร ปฏิรูปประกันสังคม

11.03.26 | 11:41 น.

ส่องสเปก‘รมว.แรงงาน’
เร่งแก้วิกฤตประชากร
ปฏิรูปประกันสังคม

หมายเหตุ ศาสตราภิชาน แล ดิลกวิทยรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์แรงงาน และอาจารย์พิเศษคณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิเคราะห์สถานการณ์ปัญหาด้านแรงงานของประเทศไทย และข้อเสนอแนะที่ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานคนใหม่ เมื่อเข้าไปบริหารแล้วจะต้องเร่งดำเนินการ

ในห้วงเวลาที่หมุนวนอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ของประเทศไทย ภาพที่ปรากฏซ้ำรอยเดิมในหน้าประวัติศาสตร์การเมืองคือ “นาฏกรรมการแบ่งเค้ก” หรือการจัดสรรโควต้ารัฐมนตรี ที่ยังคงดำเนินไปภายใต้หลักการของอำนาจต่อรองทางการเมืองมากกว่าการยึดถือเอาความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นตัวตั้ง

กระทรวงแรงงานซึ่งเป็นกระทรวงที่คุมชะตากรรมของคนส่วนใหญ่ในประเทศ มักถูกมองข้ามและจัดลำดับความสำคัญไว้ในกลุ่ม “กระทรวงเกรดรอง” ความเป็นไปเช่นนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงวิสัยทัศน์ที่คับแคบของชนชั้นนำทางการเมือง แต่ยังเป็นสัญญาณอันตรายที่ชี้ให้เห็นว่า ปัญหาปากท้องและสิทธิสวัสดิการของแรงงานไทยอาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ในขณะที่โลกกำลังขยับตัวเข้าสู่มาตรฐานใหม่ที่เข้มงวดขึ้นทุกขณะ

สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลที่ยังคงฝุ่นตลบอยู่ในขณะนี้ เผยให้เห็นร่องรอยของการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรีที่เน้นความลงตัวของ “ขั้วอำนาจ” วิเคราะห์อย่างตรงไปตรงมาว่า เมื่อกระทรวงแรงงานถูกมองเป็นเพียงเบี้ยตัวหนึ่งบนกระดานการเมือง คนที่ก้าวเข้ามาดำรงตำแหน่ง จึงมักขาดการเตรียมความพร้อม ขาดความเข้าใจลึกซึ้งในเชิงโครงสร้าง แต่ในความเป็นจริง “โจทย์แรงงาน” ในปี 2569 นั้น ทวีความซับซ้อนกว่าในอดีตอย่างมหาศาล

Advertisement

“หากพิจารณาข้อมูลจากสำนักงานสถิติแห่งชาติ ประเทศไทยมีกำลังแรงงาน (Labor Force) อยู่ที่ประมาณ 40 กว่าล้านคน แบ่งเป็น แรงงานในระบบประกันสังคมประมาณ 24 ล้านคน และแรงงานนอกระบบอีกกว่า 20 ล้านคน ซึ่งรวมถึงเกษตรกรและผู้ประกอบอาชีพอิสระ”

การที่รัฐมนตรีเข้ามาโดยไม่มี “ต้นทุนทางปัญญา” จึงเป็นความเสี่ยงอย่างยิ่ง เพราะนี่คือการบริหารจัดการชีวิตของคนเกือบร้อยละ 60 ของประชากรทั้งประเทศ

รัฐมนตรีที่เหมาะสม จึงต้องไม่ใช่เพียงนักการเมืองที่มาตามโควต้า แต่ต้องเป็นนักยุทธศาสตร์ที่มองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง “สิทธิแรงงาน” กับ “จีดีพีของประเทศ”

ในมิติวิชาการ เน้นย้ำว่ารัฐมนตรีแรงงานคนใหม่ต้องมีความรู้ มีความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในเรื่องมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ซึ่งปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของมนุษยธรรม แต่เป็น “กำแพงภาษีทางอ้อม” (Non-Tariff Barriers) ที่สำคัญที่สุด

ปัจจุบัน ประเทศไทยกำลังผลักดันการเข้าเป็นสมาชิก OECD (Organization for Economic Co-operation and Development) และการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งมีข้อกำหนดในบท “การค้าและการพัฒนาที่ยั่งยืน” (TSD) ที่ระบุชัดเจนว่า คู่ค้าต้องปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากล หากรัฐมนตรีไม่มีความรู้ในเรื่องอนุสัญญาฉบับที่ 87 (เสรีภาพในการสมาคม) และฉบับที่ 98 (สิทธิในการร่วมเจรจาต่อรอง) ประเทศไทยจะเสียเปรียบในการแข่งขันทันที

ข้อมูลการส่งออกระบุว่าสินค้าไทยที่ส่งไปยังยุโรปและสหรัฐอเมริกามูลค่าหลายแสนล้านบาทต่อปี ตกอยู่ภายใต้การตรวจสอบเรื่องการใช้แรงงานบังคับและการคุ้มครองสิทธิ หากรัฐมนตรีตอบคำถามแบบ “ออกทะเล” หรือไม่เข้าใจกลไกเหล่านี้ จะส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติโดยตรง

โจทย์ที่ใหญ่ที่สุดที่รัฐมนตรีคนใหม่ต้องเผชิญคือ “วิกฤตโครงสร้างประชากร” ข้อมูลทางสถิติชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) โดยมีประชากรอายุเกิน 60 ปี มากกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด ส่งผลโดยตรงต่อ 2 มิติ

มิติที่ 1 ภาวะขาดแคลนแรงงาน จำนวนแรงงานวัยเจริญพันธุ์ลดลงอย่างต่อเนื่อง ทำให้ความจำเป็นในการนำเข้าแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มสูงขึ้น ปัจจุบันมีแรงงานข้ามชาติที่จดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมายประมาณ 2.5-3 ล้านคน แต่ยังมีแรงงานนอกระบบอีกจำนวนมาก รัฐมนตรีต้องกล้าทำระบบ One Stop Service ที่ลดขั้นตอนคอร์รัปชั่น เพราะค่าใช้จ่ายแฝงในการนำเข้าแรงงานที่สูงเกินจริง (Under-the-table fees) คือ ต้นทุนที่ผู้ประกอบการและแรงงานต้องแบกรับ

มิติที่ 2 การยกระดับทักษะ (Upskilling/Reskilling) เมื่อแรงงานมีจำนวนน้อยลง รัฐมนตรีต้องมีนโยบายเชิงเทคนิคในการเปลี่ยนแรงงานทักษะต่ำไปสู่แรงงานที่ทำงานร่วมกับเทคโนโลยี (Automation) เพื่อรักษาขีดความสามารถในการผลิตของประเทศ

ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งคือ ความระส่ำระสายในกองทุนประกันสังคม ซึ่งเป็นกองทุนที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ มูลค่าสินทรัพย์กว่า 2.4-2.5 ล้านล้านบาท ปัจจุบันกองทุนกำลังเผชิญกับสภาวะ “เงินจ่ายออกมากกว่าเงินรับเข้า” ในระยะยาว เนื่องจากการจ่ายบำนาญที่เพิ่มขึ้นตามจำนวนผู้สูงอายุ ในเชิงเทคนิค “สูตรการคำนวณบำนาญใหม่” ของสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ที่กำลังเป็นประเด็นขัดแย้ง โดยเฉพาะการขยายอายุเกษียณจาก 55 ปี เป็น 60 ปี และการปรับเพดานเงินสมทบ

“แม้ในเชิงคณิตศาสตร์ประกันภัย (Actuarial Science) การปรับเปลี่ยนเหล่านี้จะช่วยยืดอายุกองทุนได้ แต่ในเชิงสังคมศาสตร์ รัฐต้องตอบคำถามเรื่องความเป็นธรรมให้ได้”

ตัวเลขทางสถิติระบุว่า ค่าครองชีพในเขตเมืองปัจจุบันพุ่งสูงขึ้น จนทำให้เงินบำนาญขั้นต่ำในปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการดำรงชีพ รัฐมนตรีต้องกล้าตัดสินใจปรับสูตรให้เงินบำนาญเป็น “เงินที่กินได้จริง” ไม่ใช่แค่ “เงินไว้ทำบุญใส่บาตร” เหมือนที่หลายคนกล่าวเปรียบเทียบไว้

เสนอว่า รัฐมนตรีคนใหม่ไม่ควรเสียเวลาไปกับการร่างนโยบายใหม่เพื่อหาเสียง แต่ควรเน้นการแก้ปัญหากฎหมายที่คาราคาซัง

โจทย์เร่งด่วนที่สุดคือ การฟื้นฟูความเชื่อมั่น (Trust) ต่อกองทุนที่มีมูลค่าสินทรัพย์มหาศาลกว่า 2.5 ล้านล้านบาท ซึ่งเป็นเงินหยาดเหงื่อของผู้ประกันตนทั่วประเทศ ปัญหาที่ผ่านมาคือ ความคลุมเครือในที่มาของตัวแทนฝ่ายลูกจ้าง รัฐมนตรีต้องยึดหลักการมีส่วนร่วมตามระบอบประชาธิปไตย โดยการจัดการเลือกตั้งกรรมการประกันสังคมที่โปร่งใส หากประชามติเห็นพ้องในหลักการ “1 สิทธิ 1 เสียง” หรือ “1 สิทธิ 7 เสียง” รัฐต้องกล้าดำเนินการตามนั้นโดยไม่มีการกั๊ก หรือดึงเกมทางการเมือง เพื่อให้คณะกรรมการ (บอร์ด) ประกันสังคมชุดใหม่ มีความชอบธรรมในการตัดสินใจเรื่องยากๆ ในอนาคต เช่น การขยายฐานเงินสมทบ หรือการบริหารพอร์ตการลงทุนที่ตอบโจทย์ความยั่งยืนของกองทุน

ต่อมา การยกระดับกฎหมายคุ้มครองแรงงานสู่ยุคดิจิทัล ข้อมูลทางสถิติจากรายงานภาวะสังคมไทยระบุว่า ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา แรงงานในกลุ่ม “Gig Economy” หรือ แรงงานบนแพลตฟอร์ม (Platform Workers) เช่น ไรเดอร์ส่งอาหารและผู้ให้บริการอิสระ มีจำนวนเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 30 หรือประมาณ 1-2 ล้านคน ทว่าคนกลุ่มนี้กลับตกหล่นจากสิทธิสวัสดิการขั้นพื้นฐานตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานปี 2540 รัฐมนตรีคนใหม่ต้องเร่งรัดการปรับปรุงบทบัญญัติให้ครอบคลุมถึง “นิยามของลูกจ้าง” ในรูปแบบใหม่ เพื่อให้แรงงานอิสระเหล่านี้เข้าถึงสิทธิการลา การชดเชยอุบัติเหตุ และการรวมกลุ่มเจรจาต่อรอง ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการป้องกันการผูกขาดของกลุ่มทุนแพลตฟอร์ม

และการแก้ไขปัญหาสิทธิแรงงาน เพื่อปลดล็อกการค้า เชิงเทคนิค รัฐมนตรีต้องเร่งทำความเข้าใจและรับรองอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และฉบับที่ 98 ซึ่งเป็นเงื่อนไขสำคัญในการเจรจา FTA ไทย-สหภาพยุโรป สินค้าไทยที่ส่งออกไปยังตลาดกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วถูกตรวจสอบเข้มงวดขึ้นเรื่อยๆ

“หากเราไม่แก้กฎหมายให้แรงงานทุกกลุ่มรวมถึงแรงงานข้ามชาติสามารถตั้งสหภาพเพื่อดูแลสิทธิของตนเองได้ ไทยอาจต้องเผชิญกับมาตรการคว่ำบาตรทางการค้า หรือการถูกตัดสิทธิ GSP ที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจมูลค่ามหาศาล”

การ “รุกฆาต” งานในท่อนิติบัญญัติส่วนนี้ จึงไม่ใช่แค่เรื่องสิทธิมนุษยชน แต่คือการรักษาปากท้องของคนในห่วงโซ่อุปทานการส่งออกทั้งหมด

ทั้งนี้ กระทรวงแรงงานไม่ใช่ที่สำหรับ “ศึกษาดูงาน” หรือเป็นเพียงเก้าอี้รางวัลปลอบใจทางการเมือง แต่เป็นกระทรวงที่เปิดโอกาสให้รัฐมนตรีได้ “จารึกชื่อในประวัติศาสตร์” ผ่านการสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนให้กับมนุษย์ รัฐมนตรีต้องมีวิสัยทัศน์ที่ก้าวข้ามการเมืองรายวัน มองเห็นตัวเลขสถิติเป็น “ชีวิต” และมองเห็นอนุสัญญาสากลเป็น “โอกาส”

โดยเฉพาะการตอบโจทย์ความเป็นธรรมในสังคมสูงวัย เมื่อประเทศไทยก้าวเข้าสู่ “สังคมสูงวัยระดับสุดยอด” (Super-Aged Society) โดยมีประชากรสูงวัยเกินร้อยละ 20 ของประเทศ รัฐมนตรีแรงงานต้องเป็นผู้ตอบคำถามเชิงจริยธรรมที่สำคัญที่สุดว่า “เราจะดูแลคนที่ทุ่มเททำงานสร้างชาติมาทั้งชีวิต ให้เขามีศักดิ์ศรีในวันที่เขาไม่มีแรงทำงานได้อย่างไร?”

“นี่ไม่ใช่เรื่องของตัวเลขบัญชี แต่คือ เรื่องของความเป็นธรรม (Equity) หากรัฐมนตรีสามารถปฏิรูปสูตรบำนาญชราภาพให้เป็นเงินที่กินอยู่ได้จริง ไม่ใช่เงินเพียงน้อยนิดที่ได้รับเพียงเพื่อรอวันตาย หรือเงินเอาไว้ใส่บาตรทำบุญ อย่างที่หลายคนเปรียบเปรย รัฐมนตรีคนนั้น จะได้รับการจดจำเหมือนที่ผู้คนจำได้ว่าระบบประกันสังคมเกิดขึ้นในสมัยรัฐบาล พล.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ”

ความสำเร็จของรัฐมนตรีแรงงานคนต่อไป จึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนงบประมาณที่เบิกจ่าย หรือจำนวนกิจกรรมที่จัดขึ้น แต่วัดกันที่ “ความมั่นคงในแววตา” ของผู้ใช้แรงงานไทยที่มองเห็นอนาคตของตนเองชัดเจนขึ้นกว่าเดิม

หากรัฐบาลชุดใหม่ ยังคงเห็นกระทรวงแรงงานเป็นเพียงรางวัลปลอบใจทางการเมือง เราจะเสียโอกาสครั้งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านประเทศสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง และเราจะล้มเหลวในการสร้างสัญญาประชาคมใหม่ที่ให้หลักประกันแก่คนทำงานทุกคนว่า “วันที่คุณออกจากงาน คุณจะมีหน้าตาอย่างไร และนอนอยู่ในห้องแบบไหน” รัฐมนตรีที่เข้าใจหัวอกคนทำงาน และกล้าหาญที่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างนี้เท่านั้น คือคนที่จะได้รับการจารึกชื่อไว้ในหน้าประวัติศาสตร์แรงงานไทยสืบไป