หน้าแรก การเมือง ประเสริฐ ลั่น...

ประเสริฐ ลั่น MOUดีอี-แผนบริหารน้ำฯ ยังไม่เป็นคดี-ชี้มูลความผิด จ่อฟ้องนักวิจารณ์มั่ว 

9.03.26 | 17:38 น.

‘ประเสริฐ’ ลั่น MOU กระทรวงดีอี-แผนบริหารน้ำฯ ยังไม่มีเรื่องใดเป็นคดี ไม่มีการชี้มูลความผิดผู้ใด จ่อฟ้อง นักวิจารณ์มั่ว ปั่นกระแสสร้างประเด็นการเมืองทำเสียหาย

เมื่อวันที่ 9 มีนาคม นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวกรณีที่มีนักวิจารณ์ทางการเมืองบางคนให้ความเห็นผ่านสื่อมวลชน โดยพยายามที่จะพาดพิงมาถึงตน กรณีที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือดีเอสไอ สอบสวนกรณีกระทรวงดีอีได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัทไพรม์ ออพ พอร์ทูนิตี้ ฟันด์ วิซีซี (Prime Opportunity Fund VCC) จากสิงคโปร์ และกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ดำเนินการตรวจสอบแผนการใช้งบประมาณโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้ง และฝนทิ้งช่วงปี 2568 ระหว่างการให้ความเห็นในรายการเจาะลึกทั่วไทยอินไซด์ไทยแลนด์วันนี้ว่า ตนได้ตรวจสอบอย่างชัดเจนแล้วว่าทั้ง 2 กรณีอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของดีเอสไอและ ป.ป.ช.โดยที่ยังไม่เป็นคดี และยังไม่มีการสรุปสำนวนการสอบสวนหรือชี้มูลความผิดกับใครใดๆ ทั้งสิ้น

นายประเสริฐกล่าวว่า สำหรับกรณี MOU กับบริษัทจากสิงคโปร์นั้น ตนได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมกับทางดีเอสไอโดยละเอียดและชัดเจนไปแล้ว ว่าเป็นเพียงการได้รับเชิญไปร่วมเป็นสักขีพยานของการลงนามระหว่างกระทรวงดีอีกับบริษัทจากประเทศสิงคโปร์ตามปกติ ซึ่ง MOU ดังกล่าวได้ผ่านการตรวจสอบของหน่วยงานต่างๆ ตามขั้นตอนเรียบร้อยแล้ว ไม่มีเรื่องการสแกนม่านตา และไม่ได้ระบุถึงเงื่อนไขการให้สิทธิพิเศษหรืออำนวยความสะดวกพิเศษใดๆ ทั้งสิ้น

นายประเสริฐกล่าวต่อว่า ส่วนกรณีการตรวจสอบแผนการใช้งบประมาณโครงการเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับสถานการณ์ภัยแล้งและฝนทิ้งช่วงปี 2568 ทราบว่าอยู่ในระหว่างการตรวจสอบของ ป.ป.ช. แต่ที่ผ่านมาตนไม่เคยได้รับการแจ้งใดๆ จาก ป.ป.ช.ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้เลย ดังนั้นในระหว่างนี้ทุกฝ่ายควรรอให้มีความชัดเจนจาก ป.ป.ช.ว่า สุดท้ายแล้วจะสรุปผลการตรวจสอบออกมาอย่างไร เพราะการวิพากษ์วิจารณ์ต่อไปโดยไม่รอผลสรุปของกระบวนการตรวจสอบตามขั้นตอน อาจก่อให้เกิดความเสียหายให้กับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดโดยที่ไม่มีข้อเท็จจริงรองรับ ทั้งนี้ หากมีความพยายามที่จะนำประเด็นดังกล่าวนี้มาขยายความ เพื่อให้เป็นประเด็นทางการเมืองจนเกิดความเสียหาย ก็จะดำเนินการตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป