หน้าแรก การเมือง นายกฯ นั่งหัว...

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ไม่ให้กระทบประชาชน

9.03.26 | 19:33 น.

นายกฯ นั่งหัวโต๊ะประชุมพลังงาน รับมือสถานการณ์ตะวันออกกลาง ย้ำ ไม่ให้กระทบประชาชน พร้อมเสริมความมั่นคงพลังงานประเทศ

เมื่อเวลา 15.00 น. วันที่ 9 มีนาคม ที่ห้องสีเขียว ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานการประชุมเร่งด่วนเพื่อติดตามสถานการณ์พลังงานจากความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง และกำหนดมาตรการรองรับผลกระทบต่อประเทศไทย โดยมีนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง นายวุฒิไกร ลีวีระพันธุ์ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมการประชุม

นายกฯ กล่าวว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมันดิบของโลก และระบบขนส่งทางทะเล ทำให้ราคาพลังงานในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าครองชีพของประชาชน และต้นทุนภาคเศรษฐกิจของประเทศ รัฐบาลจึงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และกำหนดมาตรการรองรับอย่างทันท่วงที เพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับพี่น้องประชาชนให้มากที่สุด

Advertisement

นายกฯ ย้ำว่า รัฐบาลให้ความสำคัญสูงสุดกับการดูแลประชาชน โดยได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมมาตรการรองรับอย่างรอบด้าน ทั้งการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพด้านราคา และการดูแลค่าครองชีพของประชาชน ทั้งนี้ การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชน ขณะเดียวกันก็ต้องเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในระยะยาว (Energy Resilience) ด้วย

ในการประชุมครั้งนี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้รายงานสถานการณ์ล่าสุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง รวมถึงแนวโน้มผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกและประเทศไทย พร้อมทั้งนำเสนอแนวทางบริหารจัดการพลังงานและมาตรการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้สภาพัฒน์ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานอำนวยการในการบูรณาการแผนการดำเนินงานของทุกหน่วยงาน เพื่อให้รัฐบาลสามารถบริหารสถานการณ์พลังงานได้อย่างมีเอกภาพและครอบคลุม

ทั้งนี้ กระทรวงพลังงานได้รายงานมาตรการยกระดับการสำรองน้ำมันเชิงยุทธศาสตร์อย่างค่อยเป็นค่อยไปโดยปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณน้ำมันสำรองรวมเพียงพอ

สำหรับ สถานการณ์ก๊าซธรรมชาติ ขณะนี้ยังคงมีปริมาณเพียงพอและไม่น่าวิตกกังวล โดยมีการเตรียมแผนบริหารจัดการพลังงานเพิ่มเติม อาทิ การเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากแหล่งพลังงานอื่น เช่น ถ่านหินและพลังงานน้ำ เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบพลังงานของประเทศ

นายกฯ ย้ำว่า ภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนของตลาดพลังงานโลก รัฐบาลจะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และพร้อมใช้มาตรการที่จำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านพลังงาน ทั้งการกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งจะเสริมด้วยมาตรการประหยัดพลังงานตามความจำเป็น ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรียืนยันว่าการดำเนินนโยบายทุกด้านจะมุ่งให้ผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนเกิดขึ้นน้อยที่สุด