ส้ม-ฟ้า-เขียวฝ่ายค้านครบเครื่อง
เขย่ารัฐบาล‘อนุทิน2’?
หมายเหตุ – ความเห็นนักวิชาการกรณีการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคภูมิใจไทย ที่ได้เสียงสนับสนุนจากพรรคเพื่อไทย พรรคพลังประชารัฐและพรรคขนาดเล็ก รวม 291 เสียง โดยพรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะฝ่ายค้านจะมีบทบาทแค่ไหนในการทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล เมื่อวันที่ 10 มีนาคม
ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ภายใต้สมการเสียงรัฐบาลประมาณ 291 เสียงเพียงพอสำหรับการจัดตั้งรัฐบาล คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข หากอยู่ที่ว่าโครงสร้างอำนาจกำลังก่อตัวขึ้นนั้นจะสามารถสร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้จริงหรือไม่ เพราะในโลกการเมืองจริง เสียงข้างมากในสภาอาจทำให้รัฐบาลตั้งขึ้นได้ แต่ไม่ได้รับประกันว่าสิ่งที่ตั้งขึ้นนั้นจะไม่พังครืนลงมา
สูตรการเมืองเวลานี้ คือการรวมตัวพรรคหลักอย่าง พรรคเพื่อไทย (พท.) พรรคภูมิใจไทย (ภท.) เป็นแกนกลางรัฐบาล ขณะที่พรรคการเมืองบางส่วนถูกจัดวางให้อยู่ในบทบาทฝ่ายค้าน “ส้ม-เขียว-ฟ้า” ได้แก่ พรรคประชาชน (ปชน.), พรรคกล้าธรรม (กธ.) และพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) แม้ทั้งสามสีจะยืนอยู่ฝั่งเดียวกัน แต่อุดมการณ์และภูมิหลังทางการเมืองอาจไม่เหมือนกันนัก แต่ในแง่จุดร่วมส้มกับฟ้าอาจถือเป็นฝ่ายค้านมืออาชีพที่คุ้นเคยกับเวทีรัฐสภา ขณะที่เขียวจำนวนไม่น้อยยังมีความคับแค้นทางการเมืองจากสมการอำนาจที่เปลี่ยนไป
ประเด็นหนึ่งที่ถูกพูดถึงไม่น้อยในการจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ คือการที่ กธ.ซึ่งมีจำนวน ส.ส.ไม่น้อย กลับไม่ได้อยู่ในสมการรัฐบาล 291 เสียง เหตุผลอาจไม่ได้อยู่ที่ตัวเลขเพียงอย่างเดียว หากเกี่ยวข้องการจัดสมดุลทางการเมือง การดึงพรรคที่มีเครือข่ายทางอำนาจเข้มข้นเข้าร่วมรัฐบาล อาจทำให้รัฐบาลใหม่ต้องเผชิญแรงเสียดทานตั้งแต่วันแรก
การเว้นพรรคดังกล่าวออกจากสมการ จึงอาจเป็นความพยายามลดแรงกดดันทางการเมืองช่วงเริ่มต้น แม้อีกด้านหนึ่ง การมีพรรคนี้อยู่ในฝ่ายค้านอาจทำให้การตรวจสอบรัฐบาลมีความเข้มข้นมากขึ้น
โครงสร้างเช่นนี้ทำให้การเมืองไทยกำลังเข้าสู่รูปแบบใหม่ นั่นคือรัฐบาลที่มีเสียงข้างมากค่อนข้างมั่นคง แต่ต้องเผชิญฝ่ายค้านที่มีศักยภาพและความหลากหลายทางการเมืองสูง
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่ารัฐบาลตั้งได้หรือไม่ หากคือรัฐบาลจะสามารถบริหารอำนาจในสภาพการณ์ทางการเมืองเช่นนี้ได้หรือไม่ เพราะในทางทฤษฎีการเมือง เสียงข้างมากในรัฐสภาเป็นเพียงเงื่อนไขพื้นฐานการจัดตั้งรัฐบาล แต่ประสบการณ์จากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า เสียงข้างมากไม่ได้รับประกันเสถียรภาพทางการเมืองเสมอไป อำนาจทางการเมืองจะดำรงอยู่ได้ก็ต่อเมื่อประชาชนยอมรับความชอบธรรมของผู้ใช้อำนาจ
บทเรียนจากการเมืองไทยในอดีตชี้ให้เห็นข้อสังเกตนี้ชัดขึ้น เพราะหลายรัฐบาลไม่ได้ล้มเพราะฝ่ายค้าน หากแต่สะดุดจากความขัดแย้งภายในรัฐบาลเอง ประวัติศาสตร์ทางการเมืองระหว่าง พท.และ ภท.ที่ผ่านมาใช่ว่าจะราบรื่นโรยด้วยกุหลาบ เพราะความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มของเนวิน ชิดชอบ และทักษิณ ชินวัตร มีประวัติศาสตร์บาดแผลแตกหักอย่างรุนแรงในช่วงจัดตั้งรัฐบาลของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ วาทกรรมที่ยังถูกพูดถึงจนถึงวันนี้คือประโยค “มันจบแล้วครับนาย” กลายเป็นสัญลักษณ์การเปลี่ยนขั้วทางการเมืองครั้งสำคัญ และตลอดไทม์ไลน์ความสัมพันธ์มีเรื่องเขากระโดง เรื่องที่แตกหักในรัฐบาลแพทองธารจากการแก่งแย่งกระทรวงมหาดไทย หรือเรื่องความพยายามโค่น ส.ว.สีน้ำเงิน หรือคดีเขากระโดง แน่นอนว่าตลอดเส้นทางไม่ได้หวานชื่น หากแต่เป็นเส้นทางที่ทิ้งบาดแผล อาจปะทุขึ้นมาอีกก็ได้
อีกประเด็นที่อาจกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงรัฐบาลคือการจัดสรรเก้าอี้รัฐมนตรี เพราะต้องไม่ลืมว่า ภท.ในปัจจุบันได้รวบรวมเครือข่ายบ้านใหญ่ทางการเมืองไว้จำนวนมาก บ้านใหญ่หลายกลุ่มมีฐานเสียงในพื้นที่แข็งแรงและมี ส.ส.อยู่ในมือหลายคน เมื่อถึงเวลาจัดสรรตำแหน่งรัฐมนตรี คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าใครได้เก้าอี้ แต่คือใครไม่ได้เก้าอี้ เพราะในโลกการเมือง การไม่ได้ตำแหน่งอาจสร้างความไม่พอใจได้มากกว่าการไม่ได้อำนาจ ยิ่งในสถานการณ์ที่ต่างคนต่างใหญ่ แต่พื้นที่ยืนกลับเล็ก ตำแหน่งรัฐมนตรีที่มีจำกัดย่อมไม่เพียงพอต่อความคาดหวังของทุกกลุ่ม
แน่นอนว่า 291 เสียง อาจดูมีเสถียรภาพในเชิงตัวเลข แต่อีกด้านหนึ่งสะท้อนปัญหาที่ซ่อนอยู่ นั่นคือ จำนวนผู้เล่นที่มากเกินไป เมื่อเทียบเก้าอี้รัฐมนตรีที่มีจำกัด คำถามจึงเริ่มดังขึ้นว่าบางกลุ่มมี ส.ส.ในสังกัดจำนวนมากแต่กลับไม่ได้ตำแหน่ง ขณะที่บางกลุ่มที่มีบทบาททางการเมืองน้อยกว่าหรือเพิ่งย้ายเข้ามากลับได้เก้าอี้สำคัญมากกว่าคนเก่าคนแก่ในพรรค ความรู้สึกเช่นนี้อาจไม่ปรากฏให้เห็นในทันที หากแต่คือลาวาร้อนอาจกำลังรอวันปะทุ
ทางการเมือง ปัญหาอันตรายที่สุดของรัฐบาลที่มั่นคงสูงเชิงตัวเลขเช่นนี้ไม่ใช่ฝ่ายค้าน แต่คือความขัดแย้งภายในรัฐบาลเอง นักการเมืองไทยมักเรียกปรากฏการณ์เช่นนี้ว่า “สนิมจากเนื้อใน” รัฐบาลจำนวนไม่น้อยในอดีตไม่ได้ล้มเพราะฝ่ายค้าน หากล้มเพราะความไม่พอใจของคนในรัฐบาลเองที่สะสมอยู่เงียบๆ ดังนั้น แม้สมการรัฐบาล 291 เสียงจะดูมีเสถียรภาพในเชิงตัวเลข แต่คำถามสำคัญคือรัฐบาลจะสามารถบริหารความคาดหวังของกลุ่มอำนาจต่างๆ ภายในรัฐบาลได้หรือไม่
ขณะเดียวกัน โครงสร้างฝ่ายค้านที่ประกอบด้วย ปชน., กธ.และ ปชป.อาจทำให้เวทีรัฐสภากลับมาคึกคักอีกครั้ง ปชน.มีความสามารถด้านการสื่อสารและการเคลื่อนไหวเชิงนโยบาย ปชป.มีประสบการณ์ยาวนานในเกมรัฐสภา ขณะที่ กธ.มีเครือข่ายทางการเมืองในพื้นที่และการไม่ได้ร่วมรัฐบาลนี่อาจเป็นเพลิงแค้นที่รอระบาย เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้มารวมกัน การเมืองไทยจึงอาจเข้าสู่ช่วงการแข่งขันที่เข้มข้นมากขึ้น รัฐบาลอาจมีเสียงข้างมาก แต่ฝ่ายค้านก็มีเครื่องมือในการตรวจสอบทั้งในสภาและนอกสภา
สมการรัฐบาล 291 เสียงอาจทำให้รัฐบาลตั้งขึ้นได้ แต่การเมืองไทยไม่ได้ตัดสินกันที่วันตั้งรัฐบาล หากตัดสินกันหลังจากรัฐบาลเริ่มใช้อำนาจจริง เพราะในโลกการเมือง ตัวเลขในสภาไม่เคยเป็นหลักประกันเสถียรภาพ และรัฐบาลจำนวนมากก็ไม่ได้ล้มเพราะฝ่ายค้าน หากล้มเพราะสนิมที่เกิดขึ้นจากเนื้อในของตนเอง

ยุทธพร อิสรชัย
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
ฝ่ายค้านมี กธ. ปชป.และ ปชน. รวมทั้งพรรคเล็กๆ รวม 209 เสียง ตรวจสอบเข้มข้น ประเด็นน่าจับตาคือเอกภาพฝ่ายค้าน คือโจทย์ใหญ่ เพราะ กธ.ในสนามเลือกตั้งปะทะ ปชป. โดยเฉพาะการประกาศของนายอภิสิทธิ์ ที่ชัดเจนว่าไม่ร่วม กธ. แต่มาเป็นฝ่ายค้านด้วยกัน หรือการโต้ตอบ ร.อ.ธรรมนัสไปยังนายอภิสิทธิ์ ขณะที่ ปชน.อาจจะไม่ได้ประกาศชัดเหมือนกับประชาธิปัตย์ที่ประกาศต่อกล้าธรรม สุดท้ายเอกภาพไม่มี คือสิ่งที่น่ากังวล แม้ฝ่ายค้านแต่ละพรรคจะมีอาวุธลับหรือไม้เด็ดของตัวเอง แต่สุดท้ายกลายเป็นต่างคนต่างทำ
เมื่อย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น กธ. จะเห็นว่าไม่ได้เกิดขึ้นจากการเกาะเกี่ยวกันทางอุดมการณ์ แต่เป็นการรวมกลุ่มก๊วนทางการเมือง และคนจำนวนไม่น้อยใน กธ.คืออดีตคนจาก ปชป. มีสายสัมพันธ์อันดีกับ ภท. เช่น กลุ่มของนายเฉลิมชัย ศรีอ่อน เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสที่จะเป็นไปได้ที่จะเห็นงูเห่าต่างๆ ในวันโหวตเลือกนายกฯเกิดขึ้น วันนี้เชื่อว่า กธ.และ ปชป. จะกลายเป็นแพลน B คือเป็นแผนสำรองของทางรัฐบาลเผื่อถ้าวันใดวันหนึ่ง พท.เคลื่อนไหวอะไรต่างๆ
อีกประการการโหวตเลือกนายกฯ ที่รัฐธรรมนูญรับรองเอาไว้เลยว่าเป็นเอกสิทธิ์ ส.ส. คือฟรีโหวตได้ พรรคทำอะไรไม่ได้เลย หรือแม้กระทั่งเรื่องอื่นๆ ต่อให้ฝ่าฝืนมติพรรค อย่างมากพรรคก็สั่งห้ามเป็นกรรมาธิการ หรือหากขับออกจากพรรคยิ่งดี เพราะว่าสุดท้ายหาพรรคใหม่สังกัด มีโอกาสเห็นงูเห่าออกมาเพ่นพ่านบ้าง
ประเมินความคิด ร.อ.ธรรมนัส จากที่เคยเป็นรัฐบาล แล้วต้องมาเป็นฝ่ายค้านนั้น เห็นว่า กธ.ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพื่อเป็นฝ่ายค้าน นี่คือปัญหาใหญ่ แต่วันนี้พอไปเป็นฝ่ายค้าน ร.อ.ธรรมนัสอาจรู้สึกผิดหวังพอสมควร และโจทย์ใหญ่อีกเรื่องหนึ่ง คือ ร.อ.ธรรมนัส
มีข้อต่อรองว่าจะต้องได้รับตำแหน่งด้วย แต่ต่อมาข้อต่อรองก็ค่อยๆ ลดลงไป หรือแม้กระทั่งข้อต่อรองที่บอกว่า จะต้องได้นั่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต่อไป ข้อต่อรองนี้ต่อมาก็ลดลงไป ลดลงถึงขั้นว่า ร.อ.ธรรมนัสไม่รับตำแหน่งก็ได้ หรือ กธ.ไม่ต้องการกระทรวงเกรดเอ หรือเกรดบี เกรดซี ก็ได้ ขอแค่ให้ได้ร่วมรัฐบาล แต่สุดท้ายแม้จะลดเพดานบินลงมาขนาดนี้ก็ยังไม่ได้ร่วมรัฐบาล ดังนั้นคิดว่า ร.อ.ธรรมนัสจะมีทั้งความผิดหวัง ความแค้น แต่จะทำอะไรได้บ้าง หลายคนกังวลว่า ร.อ.ธรรมนัสอาจจะแฉในหลายเรื่องถ้าไม่ได้เป็นรัฐบาล เอาเข้าจริงไม่รู้ว่า กธ.จะแฉรัฐบาล หรือรัฐบาลจะแฉ กธ. เพราะก็มีประเด็นเรื่อง ส.ส.ที่อยู่ในกระบวนการตรวจสอบของดีเอสไออยู่เช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมของฝ่ายค้านจากพรรคต่างๆ ที่เราได้เห็นว่า อาจจะทำงานได้แต่ขาดเอกภาพนั้น เมื่อไปดูกลไกของวิปฝ่ายค้านแล้ว คิดว่าก็เชื่อมกันได้ระดับหนึ่ง แต่อย่าลืมว่าสิ่งที่สำคัญกว่ากลไกวิปสำหรับในการเมืองไทย คือ “ผู้มีบารมีในแต่ละพรรค” วันนี้ผู้มีบารมี กธ.คือ ร.อ.ธรรมนัส แต่ถ้าไม่ลงรอยกับ นายอภิสิทธิ์ ซึ่งเป็นผู้นำคนใหม่ ปชป. ถึงจะมีวิปอะไร ก็คงลำบาก แม้วันนี้ ร.อ.ธรรมนัสไม่ได้นั่งอยู่ในฐานะหัวหน้าพรรคและไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค แต่อยู่ในฐานะประธานที่ปรึกษาก็ตาม แต่ที่ผ่านมาก็มีหลายอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่า ร.อ.ธรรมนัคือผู้มีบารมีในพรรคกล้าธรรม
ในขณะที่ ปชน.ต้องการพื้นที่ที่โดดเด่นเฉพาะของเขา เพราะวันนี้การเข้ามาของ ปชป. อาจจะทำให้มากลบภาพการตรวจสอบที่เข้มข้นของ ปชน.ก็ได้ และนั่นก็อาจจะเป็นสิ่งที่ ปชป.กับ ปชน.ต้องเบียดแย่งซีนกันเอง ซึ่งเชื่อว่า ปชน.เองก็ไม่ต้องการให้ ปชป.มาเบียดหรือแย่งซีนตนเองเหมือนกัน เรื่องนี้จำเป็นที่ทั้ง 2 พรรคต้องเคลียร์กันให้ลงตัว ไม่เช่นนั้นจะกลายเป็นการแย่งซีนกันเองของฝ่ายค้าน จะกลายเป็นภาพที่ไม่เป็นเอกภาพ และไม่สามารถจะทำ
อะไรได้
สำหรับเรื่องที่อยากให้จับตาหลังจากนี้ไปคือ การเลือกประธานสภาและรองประธานสภา แน่นอนว่าประธานสภาก็คงจะเป็นคนจาก ภท. แล้วก็ค่อนข้างที่จะแน่นอนอีกว่าคงเป็นชื่อของ นายโสภณ ซารัมย์ ส.ส.บุรีรัมย์ ส่วนรองประธานสภา อันดับ 1 ก็ยังคงต้องเป็นของ ภท. เพราะไม่มีพรรคที่ 3 เข้ามา ไม่ว่าจะเป็น กธ.หรือ ปชป. ส่วนรอง 2 ก็เป็นของ พท. แต่หากมีพรรคที่ 3 เข้ามา ก็เป็นไปได้้ว่า พท.อาจจะได้อัพเกรดขึ้นไปเป็นรอง 1 แล้วพรรคที่ 3 ก็เป็นรอง 2 แต่วันนี้พอไม่มีพรรคที่ 3 เข้ามา ตำแหน่งเหล่านี้ก็คงไม่เกินความคาดหมาย
ท้ายสุดแล้วจะต้องรอดูว่า ครม.จะลงตัวหรือไม่ เพราะอย่าลืมว่าในส่วน พท.ก็ไม่ได้เห็นดีเห็นชอบกับเงื่อนไขหลายๆ อย่างของ ภท. เช่น ในกรณีการไม่มี “2 ส.” คือ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน และนายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ แต่สุดท้ายก็จบลงที่มีชื่อนายสุริยะ แต่ก็ยังไม่มีชื่อนายสมศักดิ์ นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่อง นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ว่าจะดำรงตำแหน่งได้ไหม สิ่งเหล่านี้อาจจะสร้างความไม่พอใจต่อ พท.ไม่น้อย แต่สุดท้ายโผ พท.จะเป็นยังไงต้องติดตาม และขณะเดียวกัน ภท.ต้องบริหารจัดการเรื่องมุ้งในพรรคไม่น้อยเช่นเดียวกัน

