สว.เดือด ฉะรัฐบาลลักไก่ขึ้นราคาน้ำมัน 6-8 บาท เอื้อประโยชน์ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน เชื่อค่าครองชีพพุ่งตามมา ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าสินค้าอุปโภค บริโภค ‘นรเศรษฐ์’ ชัดน้ำมันไม่ได้หาย แต่อยู่ที่ใคร เชื่อ ราคาไม่ใช่การปรับครั้งสดท้าย สงกรานต์ อาจต้องสาดน้ำตาแทน ขณะที่ ‘สว.สุนทร’ โกรธจัดจู่ๆช็อกแบนี้ ฟาด ‘อนุทิน’ ต้องมีพัฒนาการรับมือเศรษฐกิจมากกว่านี้ ด้าน ‘วีรยุทธ’ ซัดรบ.มีแต่มาตรการถอดสูท ลดแอร์ ราคาขึ้น 6 บาทเติมได้ไม่อั้น จาก ฉะเชิงเทราเป็นฉะเชิงเศร้า
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 26 มีนาคม ที่รัฐสภา นายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร ส.ว.ในฐานะประธานกรรมาธิการ (กมธ.) พัฒนาการเมือง การเมืองมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา แถลงถึงสถานการณ์พลังงานในประเทศไทยว่า เมื่อวันที่ 24 มี.ค.ที่ผ่านมา กมธ.เรียกกรมธุรกิจพลังงาน สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กรมการค้าภายใน สำนักงานกำกับกิจการพลังงาน มาชี้แจงความชัดเจนถึงการขาดแคลนน้ำมัน โดยกรมธุรกิจพลังงานยืนยันว่า วิกฤตน้ำมันขาดแคลนเป็นพฤติกรรมกักตุนของประชาชนที่ตื่นตระหนกต่อภาวะสงคราม สวนทางกับข้อมูลของ กมธ.ที่พบปั๊มน้ำมันต่างๆ ถูกลดโควต้าน้ำมันจำนวนมาก กมธ.พยายามถามว่า น้ำมันหายไปไหน และโรงกลั่นชะลอการจำหน่าย เพื่อกักตุนหรือไม่ แต่กรมธุรกิจพลังงานระบุว่า ได้ลงพื้นที่ไปตรวจสอบแล้วไม่พบว่ามีการกักตุนน้ำมัน แต่ กมธ.เห็นว่าเป็นการลงไปตรวจสอบแค่ตามปั๊มปลายทาง ไม่ตรวจสอบโรงกลั่นที่อยู่ต้นทาง เพราะสต๊อกน้ำมันของโรงกลั่นตั้งแต่เกิดวิกฤตถึงปัจจุบัน มีสต๊อกน้ำมันและการจำหน่ายอย่างไร กมธ.จะทำหนังสือถึงกรมธุรกิจพลังงาน ขอข้อมูลที่ชัดเจนว่าการจัดการน้ำมันในระบบเป็นอย่างไร และโรงกลั่นที่เป็นจำเลยสังคมกักตุนน้ำมันจริงหรือไม่

นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า จากการหารือในที่ประชุม กมธ. 5 ชั่วโมง บอกตามตรงว่าไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่าน้ำมันในระบบหายไปอยู่ที่ใคร แต่ขอบอกได้เลยว่า น้ำมันไม่ได้หายไปไหนยังอยู่ในระบบ แต่หาไม่เจออยู่ที่ใคร เพราะข้อมูลที่หน่วยงานรัฐมี ไม่ได้นำมาเปิดเผย ขอเรียกร้องให้นำข้อมูลมาเปิดเผย เพื่อความโปร่งใส ให้ช่วยกันตรวจสอบ ส่วนสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ในวันที่ กมธ.ประชุม กองทุนน้ำมันติดลบ 28,000 ล้านบาท แต่ล่าสุดกองทุนน้ำมันติดลบ 35,000 ล้านบาท กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงยอมรับว่าไม่สามารถใช้กองทุนฯอุดหนุนได้ตลอด จะเป็นภาระการกู้ยืมเป็นหนี้สาธารณะ จึงหาแนวทางลดการตรึงราคาน้ำมัน
“ขณะนี้เราก็รับทราบกันแล้วว่า รัฐบาลประกาศขึ้นราคาน้ำมันเบนซิน 6 บาท ดีเซล 8 บาท เชื่อว่าจะไม่ใช่การปรับตัวครั้งสุด และจะส่งผลกระทบถึงค่าไฟฟ้า โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) แจ้งต่อ กมธ.ว่า ต้นทุนราคาแอลเอ็นจีที่ใช้ผลิตไฟฟ้าในตลาดโลกพุ่งจาก 13 ดอลลาร์ เป็น 25 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ขอให้เตรียมตัวรับค่าไฟปรับขึ้นแน่นอนในเดือน พ.ค.นี้ ขั้นต่ำปรับขึ้น 50-60 สตางค์ต่อหน่วย เรื่องนี้จะสอบถามรัฐบาลจะมีนโยบายตรึงค่าไฟฟ้าอย่างไร เพื่อช่วยประชาชน เพราะ กฟผ.รับภาระเรื่องต้นทุนแอลเอ็นจี จนมีหนี้อยู่ 30,000 กว่าล้านบาท ต้องดูแนวทางรัฐบาลจะช่วยเหลืออย่างไร” นายนรเศรษฐ์กล่าว
นายนรเศรษฐ์กล่าวว่า ผลกระทบที่ตามคือ ราคาสินค้าอุปโภค บริโภคที่เพิ่มขึ้นตามพลาสติก น้ำมัน การขนส่ง กรมการค้าภายในพบว่า ต้นทุนเม็ดพลาสติกเพิ่มขึ้นแล้ว หลังจากก่อนหน้านี้ รมว.พาณิชย์ระบุว่า มีสต๊อกเม็ดพลาสติกอยู่ได้ 40 วัน ผ่านไปไม่ถึง 1 เดือน ต้นทุนเหล่านี้เพิ่มขึ้น จนส่งผลกระทบต่อบรรจุภัณฑ์สินค้า ส่วนที่กรมการค้าภายในระบุว่า จะตรึงราคาสินค้าอุปโภคบริโภค แต่คาดว่าจะตรึงได้แค่เดือน เม.ย.เท่านั้น ช่วงสงกรานต์สินค้าต่างๆ อาจขึ้นราคา

นายนรเศรษฐ์กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อเสนอแนะของ กมธ. คือ เสนอให้รัฐบาลใช้มาตรการตามกฎหมาย พ.ร.บ.กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2562 ดึงกำไรส่วนเกินจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้นจาก 2 บาท เป็น 6 บาท และกำไรจากสต๊อกน้ำมันที่ซื้อก่อนหน้านี้ที่มีราคาถูกกว่า ดึงมาเข้ากองทุนน้ำมัน รวมถึงการเสนอปฏิรูปราคาน้ำมัน ให้ยกเลิกราคาอ้างอิงสิงคโปร์ที่บวกค่าขนส่ง เสมือนนำเข้าจากต่างประเทศ ทั้งที่ความจริงไม่มีการนำเข้า แต่กลั่นได้เองในประเทศ ทำให้เป็นภาระประชาชนปีละ 36,000 ล้านบาท ขณะเดียวกันให้ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันชั่วคราว และเปลี่ยนวิธีการสนับสนุนราคาน้ำมันจากแบบถ้วนหน้าเป็นพุ่งเป้ากับกลุ่มเปราะบาง เช่น เกษตรกร ภาคขนส่งสาธารณะ ลดภาระค่าครองชีพ
“กมธ.อยากสื่อสารไปยังรัฐบาลที่ดูแลปากท้องประชาชน ในช่วงสงกรานต์ที่ประชาชนจะเดินทางกลับภูมิลำเนา กมธ.หวังอยากให้ช่วงเวลานั้น ประชาชนได้ผ่อนคลายกับความเครียด ใช้ชีวิตกับพ่อแม่พี่น้องอย่างมีความสุข แต่สถานการณ์ค่าครองชีพสูงขึ้น กลัวว่าวันสงกรานต์แทนที่จะได้สาดน้ำสงกรานต์ อาจต้องสาดน้ำตาแทน และขอให้ดูตอนประกาศผลกำไรประจำปี บริษัทไหนได้กำไรมากที่สุด แต่เป็นกำไรที่อยู่บนความเดือดร้อนประชาชน” นายนรเศรษฐ์กล่าว

ขณะที่ นายสุนทร พฤกษพิพัฒน์ ส.ว.ในฐานะประธานอนุ กมธ.คุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา กล่าวว่า รัฐบาลควรจริงใจเปิดเผยข้อมูลตรงไปตรงมากับประชาชนมากกว่านี้ เมื่อเช้าขับรถออกจากบ้านตี 5 ครึ่ง ผ่านปั๊มน้ำมันเห็นราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้น 8 บาท เบนซิน 6 บาทคืออะไร เหตุใดรัฐบาลช็อกเศรษฐกิจอย่างนี้ ทั้งที่เคยบอกจะค่อยๆ ปรับราคา ค่อยเป็นค่อยไป แต่วันนี้ไม่ใช่ จู่ๆ ช็อกแบบนี้ รู้สึกโกรธมาก และประชาชนก็โกรธเหมือนกัน และที่นายกฯบอกไม่มีไอ้โม่ง ประชาชนกักตุนกันเอง ก่อนหน้านี้นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคม บอกว่ามีไอ้โม่ง อย่างนี้คืออะไร อยู่ๆ ขึ้นราคาแบบนี้ใครได้ประโยชน์ คนที่กักตุนน้ำมันใช่หรือไม่ ทั้งที่น้ำมันที่มีอยู่เป็นสต๊อกเก่า ราคาเก่า แต่ทำไมต้องมาขึ้นราคาช็อกแบบนี้ รัฐบาลมีทางเลือกหลายทางที่จะรับมือเศรษฐกิจได้มากกว่านี้
“น่าแปลกใจ นายกฯผ่านมาหลายวิกฤต ท่านจะผ่านมาอย่างไรให้สังคมพูด ทั้งโควิด วัคซีนเต็มแขน หน้ากากอนามัยกล่องละ 1 พัน วิกฤตน้ำท่วมหาดใหญ่ ผมคิดว่าควรมีพัฒนาการรับมือเศรษฐกิจมากกว่านี้ ขอเตือนว่า ราคาสินค้าขึ้นแน่นอน อย่าให้เห็นน้ำมันขึ้น 30% แล้วราคาสินค้าเพิ่มตาม 30% ด้วย เพราะโครงสร้างต้นทุนสินค้าน้ำมันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น ขอให้รัฐบาลทำงานล่วงหน้าอย่างที่นายกฯเคยบอก สั่งวันนี้ เสร็จตั้งแต่เมื่อวาน ผมอยากจะเชื่อ และให้เป็นอย่างนั้น ประเทศจะได้เจริญ” นายสุนทรกล่าว
นายสุนทรกล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐบาลอ้างว่า “ยังไม่มีอำนาจเต็มทำให้แก้ปัญหาไม่ได้นั้น” ฟังไม่ขึ้น เพราะสามารถไปตรวจสอบสต๊อกน้ำมันได้ ไม่มีการห้ามรัฐบาลไปตรวจ สามารถตรวจเจอไอ้โม่ง ก็ตรวจเจอมา 3 แสนกว่าลิตร ทำไมจะทำไม่ได้ แต่ไม่รู้ท่านทำเป็นหรือไม่ การอ้างไม่มีอำนาจเต็ม คิดว่ามันแย่

ด้าน นายวีรยุทธ สร้อยทอง ส.ว. กล่าวว่า เป็นอีกครั้งที่ประเทศไทยต้องพบวิกฤตว่าจะผ่านไปด้วยดีหรือบอบช้ำ บนความเจ็บปวดประชาชน อยู่ที่รัฐบาลจะฝ่าวิกฤตครั้งนี้ ขอสื่อสารถึงรัฐบาลว่า ความเดือดร้อนประชาชนเรื่องน้ำมัน ตนเป็น ส.ว.ที่เดินทางไปกลับ จ.ฉะเชิงเทรา มารัฐสภาทุกวัน 2 วันที่แล้ว ใช้ชีวิตปกติ ไปหาเติมน้ำมันไม่ได้ ต้องใช้น้ำมันอย่างประหยัดในการเดินทาง
“เมื่อเช้าวันที่ 26 มี.ค. ผมเดินทางจาก จ.ฉะเชิงเทรา มาปฏิบัติหน้าที่ที่รัฐสภา แวะเติมน้ำมัน สามารถเติมได้แบบไม่อั้น เพราะราคาปรับขึ้นไปแล้ว ที่ผ่านมาเป็น จ.ฉะเชิงเทรา แต่ตอนนี้เป็นฉะเชิงเศร้า เพราะน้ำมันเพิ่มลิตรละ 6 บาท” นายวีรยุทธกล่าว
นายวีรยุทธกล่าวต่อว่า เป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน แต่ที่ผ่านมารัฐบาลสื่อสารเฉพาะมุมของตัวเอง แต่สิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปคือ ค่าครองชีพสูงขึ้น ค่าไฟฟ้า แต่รัฐบาลไม่มีความชัดเจน และยังไม่เห็นมาตรการช่วยค่าครองชีพ มีแต่มาตรการถอดสูท ลดแอร์ ไม่ตอบโจทย์ภาพใหญ่ให้เกิดเอฟเฟ็กต์หลังวิกฤต รัฐบาลต้องมองเรื่องที่เป็นเอฟเฟ็กต์ และมีมาตรการรองรับ ขอให้รัฐบาลฟังประชาชน และทำความเข้าใจกับประชาชนที่เลือกท่านมา รับผิดชอบความเดือดร้อนประชาชนเหมือนความเดือดร้อนของตัวเอง

