พิพัฒน์ เผยเหตุไม่ไปแจงสภา เพื่อเปิดโอกาสให้ ส.ส.ภูมิใจไทย-ฝ่ายอื่น สะท้อนปัญหาเต็มที่ จะได้ไม่ต้องเกรงใจกัน
เมื่อวันที่ 30 มีนาคม นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯและ รมว.คมนาคม ในฐานะประธานศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) เผยในรายการกรรมกรข่าวคุยนอกจอ ถึงกรณีการประชุมสภาเมื่อวันที่ 25 มีนาคมที่ผ่านมา ที่ไม่ได้เดินทางมาชี้แจงในสภาเรื่องผลการประชุมในวันดังกล่าว
จากนั้นหลังสภาปิดประชุมเวลา 22.00 น. คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) มีมติปรับลดอัตราชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดปรับเพิ่มขึ้น 6 บาทต่อลิตร และในวันที่ 26 มีนาคม สภาไม่ได้มีการนัดประชุม
นายพิพัฒน์กล่าวว่า การที่ตนไม่ได้ไปชี้แจงในสภาวันนั้น เป็นการเปิดโอกาสให้ ส.ส.พรรคภูมิใจไทย และฝ่ายอื่นๆ สามารถสะท้อนปัญหาต่างๆ ต่อรัฐบาลได้อย่างเต็มที่ หากตนหรือนายกฯอยู่ในสภา เพื่อนๆ อาจเกรงใจและไม่กล้าพูดถึงข้อเท็จจริงที่ประชาชนสะท้อนมา
นายสรยุทธถามว่า การประชุมวันนั้นตั้งใจวางแผนให้เสร็จในวันเดียว และปิดประชุมปุ๊บก็ประกาศราคาน้ำมันทันที เวลา 22.30 น.ใช่หรือไม่
นายพิพัฒน์กล่าวว่า การประกาศราคาน้ำมันล่าช้าไปถึง 4 ทุ่มนั้น เกิดจากขั้นตอนปกติที่ต้องรอราคาการเทรดน้ำมันปิดที่ประเทศสิงคโปร์ จากนั้นนำมาประมวลผลและหารือในที่ประชุม กบน. เพื่อพิจารณาว่าควรปรับราคาอย่างไร
“ในภาวะวิกฤตอย่างนี้ ผมคิดว่าเราควรจะเก็บรายละเอียดให้ได้มากที่สุดแล้วตัดสินใจ โดยเฉพาะการตัดสินใจในขึ้นราคากระโดดทีเดียว ผมคิดว่าไม่มีใครอยากทำ ตัวผมเองผมก็ไม่อยากทำ ท่านนายกรัฐมนตรีก็คงไม่อยากจะทำอะไรเลยในการที่จะไปกระทบกระเทือนถึงผู้ใช้น้ำมันของคนไทยทุกๆ คน” นายพิพัฒน์กล่าว
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรค และ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า “ไม่ได้มีปัญหาเรื่อง 4 ทุ่ม แต่ทำไมวันพฤหัสบดีไม่มีการนัดประชุม”
นายพิพัฒน์กล่าวว่า การที่วันพฤหัสบดีไม่ได้เรียกประชุม ตนคิดว่ามันเป็นหน้าที่ของสภา ซึ่งตนไม่ได้เป็น ส.ส. จะไปชี้นำหรือไปกำหนดได้อย่างไรว่า “ทำไมคุณถึงเรียกประชุม ถึงไม่เรียกประชุม” ก็ต้องกลับไปถามสภาว่าทำไมไม่ประชุมกันวันที่สองคือวันพฤหัสบดี
“วันนี้เรามีรัฐบาลที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่ว่ามีนายกฯเพียงท่านเดียว ที่เหลือก็บางท่านก็ยังอยู่ในรัฐบาล บางท่านก็ไม่ได้ร่วมรัฐบาลแล้ว แล้ว ส.ส.ถามไป เกิดไปกระทบกระทั่งถึงคนที่ไมได้ร่วมรัฐบาลแล้ว เขาจะเอาอะไรมาตอบ หรือว่าเขาเป็น ส.ส. เขาอยู่ในสภาสามารถลุกขึ้นมาตอบแทนได้หรือเปล่า”
นายสรยุทธถามว่า “ให้เกิดรัฐบาลสมบูรณ์ก่อน?”
พิพัฒน์ตอบว่า “ใช่ครับ ผมไม่มีความตั้งใจตรงส่วนนั้น ผมเชื่อว่าท่านนายกฯเขาก็ไม่ได้ตั้งใจ มันเป็นกิจกรรมของสภา ก็ต้องให้สภา ให้ประธานสภาเป็นผู้ตัดสินใจ”

ส่วนถึงกรณีสั่งมอนิเตอร์จีพีเอสรถน้ำมัน เพื่อจับผิดคนกักตุนและลักลอบขนออกนอกเส้นทาง
นายสรยุทธถามว่า ทำไมระบบจีพีเอสรถบรรทุกน้ำมันจึงเริ่มใช้ติดตามก็ตอนราคาขึ้นแล้ว
นายพิพัฒน์ ชี้แจงว่า รถบรรทุกน้ำมันโดยกฎหมายขนส่งทางบกมีการบังคับติดจีพีเอสอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ได้มีการหารือกับกรมธุรกิจพลังงานและกระทรวงการคลังเรื่องทำแดชบอร์ดรายงานการเคลื่อนไหวการซื้อขายของแต่ละบริษัท เพื่อดูปริมาณน้ำมันที่รับจากโรงกลั่นและส่งต่อไปยังสถานีบริการ แต่รูปแบบรายงานของแต่ละบริษัทไม่เหมือนกัน ทำให้ไม่สามารถติดตามแบบเรียลไทม์ทุกคัน
นายสรยุทธ์ถามต่อว่า ทำไมจึงเริ่มใช้ระบบหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้น
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ระบบติดตาม (Track) มีอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เจาะจงรายงานตำแหน่งรถแต่ละคัน และหน่วยงานต่าง ๆ ก็ไม่ได้ขอข้อมูลจากขนส่งทางบก ทำให้ไม่สามารถนำรายงานไปใช้ตรวจสอบล่วงหน้า
วีรยุทธ นายวีระยุทธ กล่าวเสริมว่า ข่าวการกักตุนมีมาก่อนวันที่ 25 มีนาคมแล้ว หากระบบนี้เริ่มใช้ทันที ก็น่าจะป้องกันหรือแก้ปัญหาได้เร็วกว่านี้ แต่จังหวะการตัดสินใจล่าช้าไป

