หน้าแรก การเมือง รัดเกล้า ย้ำร...

รัดเกล้า ย้ำรัฐสภาไทยต้องปลอดคุกคามทางเพศ แนะใช้เทคโนโลยี ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง

31.03.26 | 17:07 น.

“รัดเกล้า” เผย 44% ผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกเคยถูกคุกคามทางเพศ แนะใช้เทคโนโลยีเป็นทางออก “ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง” ย้ำรัฐสภาไทยต้องเป็น พื้นที่ทรงเกียรติและปลอดภัยที่แท้จริง

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านความเท่าเทียมและความยั่งยืน กล่าวว่า เมื่อวันที่ 30 มีนาคม เข้าร่วมเวทีเสวนา “รัฐสภาปลอดการคุกคามทางเพศ” ที่รัฐสภา จัดขึ้นโดยความร่วมมือของสถานทูตอังกฤษ สถานทูตแคนาดา มูลนิธิเวสต์มินสเตอร์เพื่อประชาธิปไตย (WFD) และคณะกรรมาธิการ(กมธ.) พัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา

นางรัดเกล้า กล่าวว่า ข้อมูลจาก Inter-Parliamentary Union ระบุว่า ผู้หญิงในรัฐสภาทั่วโลกถึง 44% เคยเผชิญการคุกคามทางเพศ สะท้อนให้เห็นว่า ปัญหาดังกล่าวไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทย ทั้งนี้ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ได้ดำเนินโครงการ “Black Box” เพื่อรวบรวมข้อมูลการคุกคามทางเพศในพื้นที่รัฐสภา โดยในระยะเวลา 72 วัน มีผู้ร่วมให้ข้อมูล

“การที่ผู้เสียหายจำนวนมากไม่กล้าร้องเรียน ไม่ใช่เพราะไม่อยากพูด แต่เพราะระบบยังไม่ปลอดภัยพอให้พูด ทั้งความกังวลเรื่องผลกระทบต่อหน้าที่การงาน การถูกมองว่าเป็นเรื่องส่วนตัว หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงที่จะถูกฟ้องร้องกลับ” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวต่อว่า ในปัจจุบันรัฐสภาไทยยังไม่มีกลไก whistleblower ที่เป็นระบบเฉพาะและชัดเจน ตามมาตรฐานสากล แม้ในทางปฏิบัติจะมีช่องทางร้องเรียน อาทิ การร้องผ่านฝ่ายบุคคล คณะกรรมการจริยธรรม หรือการใช้กฎหมายทั่วไป อย่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) คุ้มครองพยานในคดีอาญา พ.ศ. 2546 แต่ยังไม่ถือเป็นระบบ whistleblower ที่ครบองค์ประกอบ

Advertisement

ซึ่งยังมีช่องว่างสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ ความไม่เป็นอิสระของกลไกรับเรื่องร้องเรียน ซึ่งหลายกรณียังอยู่ภายใต้โครงสร้างเดียวกับผู้มีอำนาจ ทำให้ผู้ร้องไม่มั่นใจในความปลอดภัย การขาดระบบรับเรื่องแบบไม่เปิดเผยตัวตนอย่างแท้จริง ส่งผลให้ผู้เสียหายจำนวนมากเลือกที่จะไม่รายงาน และการขาดมาตรการคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแสที่ชัดเจน โดยเฉพาะการป้องกันการตอบโต้ อาทิ การกลั่นแกล้งในที่ทำงาน หรือการตัดโอกาสความก้าวหน้า

ทั้งนี้ มาตรฐานสากลจาก OECD ระบุว่า ระบบ whistleblower ที่มีประสิทธิภาพควรประกอบด้วย ช่องทางร้องเรียนที่เป็นอิสระ การไม่เปิดเผยตัวตนของผู้แจ้งเบาะแส การคุ้มครองทางกฎหมาย และการติดตามผลอย่างโปร่งใส ซึ่งในหลายประเทศ รัฐสภาเองได้จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้านนี้โดยตรง

“เรามีช่องทางร้องเรียน แต่เรายังไม่มีระบบ whistleblower ที่ทำให้คนกล้าพูดโดยไม่ต้องกลัว และนี่คือความแตกต่างที่สำคัญ เพราะถ้าคนยังไม่รู้สึกปลอดภัยพอที่จะพูด ความจริงก็จะยังอยู่ใน Black Box ต่อไป ปัญหาการคุกคามทางเพศในรัฐสภา ไม่ใช่เพียงพฤติกรรมส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องของโครงสร้างอำนาจและระบบ ซึ่งขัดแย้งกับบทบาทของรัฐสภาในฐานะสถาบันที่ออกกฎหมาย และควรเป็นแบบอย่างของสถานที่ทำงานที่ปลอดภัยสำหรับทุกคน” นางรัดเกล้า กล่าว

นางรัดเกล้า กล่าวอีกว่าว่า ตนได้เสนอแนวทางในการยกระดับมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่ การพัฒนากลไกร้องเรียน ที่ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มความเป็นระบบ และลดการกระทบซ้ำต่อผู้เสียหาย โดยชูนโยบาย “My Police” หรือ “ตำรวจฉบับกระเป๋า” ของพรรคประชาธิปัตย์ เป็นต้นแบบ ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มดิจิทัล ที่สามารถประยุกต์ใช้ในบริบทของรัฐสภาได้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวมุ่งให้ผู้ถูกกระทำสามารถเข้าถึงความช่วยเหลือ ทั้งด้านการแพทย์และกระบวนการยุติธรรมได้อย่างคู่ขนาน ผ่านระบบดิจิทัลเพียงช่องทางเดียว ลดขั้นตอนที่ซับซ้อน และลดภาระการเล่าเหตุการณ์ซ้ำ

โดยระบบสามารถบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งาน แนวทางดังกล่าว ยังเน้นการใช้เทคโนโลยี เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การดูแลความปลอดภัยในลักษณะ “ยึดผู้เสียหายเป็นศูนย์กลาง (survivor-centric)” และสามารถเชื่อมโยงกับมาตรการด้านความปลอดภัยอื่น ๆ อาทิ การพัฒนาบุคลากรเฉพาะทาง ด้านความเสมอภาคทางเพศ (Gender Officer) เพื่อให้การรับมือกับกรณีความรุนแรงทางเพศมีความเหมาะสมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ความเงียบไม่เคยทำให้ปัญหาหายไป มีแต่ทำให้ปัญหาฝังลึกมากขึ้น รัฐสภาไทยควรเป็นพื้นที่ที่ทั้งทรงเกียรติ และปลอดภัยสำหรับทุกคนอย่างแท้จริง” นางรัดเกล้า กล่าว
//////////