หน้าแรก การเมือง ไอติม ย้ำ 44 ...

ไอติม ย้ำ 44 สส.ไม่ควรถูกตัดสิทธิ จากการเสนอแก้กฎหมาย ห่วงอนาคตประเทศหากไม่ยึดหลักการ

1.04.26 | 12:24 น.

‘ไอติม’ ลั่น พรรคประชาชนสู้ยิบตาเพื่ออนาคตประเทศ! ป้อง 44 สส. จากดาบ ป.ป.ช. ย้ำเสนอกฎหมายไม่ควรถูกตัดสิทธิ ชี้สิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่จุดจบพรรค แต่คือประชาธิปไตยไทย บอกพูดเเทนเพื่อน จะทำงานอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุด

เมื่อเวลา 10.25 น. วันที่ 1 เมษายน ที่รัฐสภา นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคณะกรรมการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติจะยื่นฟ้องคดี 44 สส. ต่อศาลฎีกา ว่า ยืนยันสิ่งที่อดีต สส.พรรคก้าวไกลดำเนินการเสนอร่างกฎหมาย เป็นการกระทำที่ไม่ควรนำไปสู่การตัดสิทธิทางการเมือง พรรคประชาชนยืนยันจะทำอย่างเต็มที่ ที่จะยืนยันความบริสุทธิ์ผ่านกระบวนการทางกฎหมาย ผ่านการอธิบายแก่ประชาชนในเชิงสังคม

ส่วนในเรื่องขั้นตอนตามกฏหมาย ขั้นตอนถัดไปทาง ป.ป.ช. จะมีการยื่นเรื่องไปยังศาลฎีกา หากศาลรับคำร้องไว้พิจารณาก็จะมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ยกเว้นเป็นอื่นใด โดยนพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย ในฐานะผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ มีการเตรียมมาตรการและคำร้อง ว่าหากมีการรับคำร้องพิจารณาจะไม่มีการนำไปสู่หยุดปฏิบัติหน้าที่

“อย่างไรก็ตาม ขอพูดแทนเพื่อน สส. ทั้ง 10 คน ที่ปัจจุบันปฎิบัติหน้าที่เป็นผู้แทนราษฎรอยู่ ได้รับความไว้วางใจจากประชาชน ให้เข้ามาทำหน้าที่ในสภาชุดที่ 27 ทุกคนจะเดินหน้าทำงานอย่างเต็มที่ จนถึงวินาทีที่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ หากจะมี และสิ่งที่น่ากังวลจากเรื่องนี้ ไม่ใช่อนาคตของพรรค แต่เป็นอนาคตของประเทศ ฉะนั้น จึงต้องยืนยันหลักการร่วมกันว่าการเสนอร่างกฎหมาย เข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร เป็นเรื่องที่ สส. ไม่ว่าพรรคการเมืองใด หรือยุคสมัยใด ควรที่จะกระทำได้ หากเสนอไปแล้วเนื้อหาสาระ เป็นเนื้อหาที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่เห็นด้วย สามารถใช้กระบวนการสภา ในการพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง ใช้พื้นที่นอกสภาพูดคุยถึงความเห็นที่แตกต่าง

ท้ายที่สุด หากเสียงส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วย กับเนื้อหาสาระกฎหมายดังกล่าว ก็จะตกไปตามกระบวนการ หากมีใครโต้แย้งเกี่ยวกับเนื้อหาของกฎหมาย ว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ มีขั้นตอนกระบวนการในสภา ที่สามารถยื่นเรื่องให้มีการตีความได้ ย้ำว่าการเสนอกฎหมายโดย สส. มันไม่ควรจะนำไปสู่การตัดสิทธิ์ทางการเมือง หากเรายอมรับในหลักการนี้ สิ่งที่น่ากังวลว่า ในวันข้างหน้าอนาคตของประเทศเรา เราจะมีสภาผู้แทนราษฎรแบบไหน ที่ต้องมีความกังวลใจ เรื่องการทำหน้าที่ในการเสนอร่างกฎหมายเข้าสภา” นายพริษฐ์ กล่าว

เมื่อถามว่า ข้อกล่าวหาที่มีการเปิดเผย หากไม่มีผู้นำฝ่ายค้านการเมือง จะไม่เป็นประชาธิปไตยจะมีข้อหักล้างหรือไม่ ว่าผู้นำฝ่ายค้านสามารถเป็นคนอื่นได้นอกจาก นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ประเด็นที่ นพ.วาโยได้ยื่นเข้าไป เป็นข้อต่อสู้ว่าจะมีคำสั่งหยุดปฎิบัติหน้าที่หรือไม่ เราให้เหตุผลไปโดยยึดคำชี้แจงของนายแพทย์วาโยเป็นหลัก เพื่อให้แม่นยำ และสอดคล้องกับข้อเท็จจริง ซึ่งจะมีคำสั่งว่าให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือไม่ แต่คิดว่าภาพใหญ่ที่สังคมตั้งคำถาม และจับตาว่าท้ายที่สุดแล้วกระบวนการนี้ จะไปจบที่การตัดสินว่า 44 สส. ได้กระทำความผิดหรือไม่ เราจึงต้องยืนยันว่า สิ่งที่ได้ทำไปแม้จะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับร่างกฎหมาย ไม่ควรถูกตัดสินว่าเป็นการกระทำความผิด และไม่ควรที่จะถูกตัดสิทธิ์ทางการเมือง

Advertisement

เมื่อถามถึง การเตรียมแผนรองรับในคดี 44 สส. เกี่ยวกับการเรียกประชุม เพื่อกำหนดทิศทางรองรับสถานการณ์ นายพริษฐ์ กล่าวว่า ขออย่าเพึ่งด่วนสรุปว่า 44 สส. ถูกตัดสิทธิ์ ขณะนี้ไม่มีการตัดสิทธิใดทั้งสิ้น เวลานี้ขอไปทีละขั้นตอน ขณะนี้กำลังยื่นคำร้องหากศาลรับ จะมีหรือไม่มีคำสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ แม้ศาลมีคำสั่งหรือไม่เห็นด้วย กับคำร้องพรรคประชาชน ก็ไม่ได้เป็นการสรุปว่า 44 สส. กระทำความผิด แต่จะต้องต่อสู้ในชั้นศาลที่ต้องใช้ระยะเวลาในการพิจารณา

ต้องการจะย้ำว่า หากใครกังวลเรื่องอนาคตพรรคประชาชน ยืนยันว่า มีมาตรการรองรับไว้ทุกฉากทัศน์อยู่แล้ว แต่สิ่งที่กังวลมากกว่าคือไม่ใช่ อนาคตพรรคประชาชนแต่คือ อนาคตของประเทศ และระบบการเมืองไทย ยืนยันว่าเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นกับอดีต 44 สส. พรรคก้าวไกล หากเกิดขึ้นกับอดีตหรือ สส.ของพรรคอื่น ตนก็จะพูดเหมือนกัน เพราะเป็นหลักการ ที่พรรคการเมืองควรจะยืนยันร่วมกัน

เมื่อถามว่า ต่อสู้มั่นใจแค่ไหน ที่จะสามารถทำให้ผู้ถูกกล่าวหา ปฎิบัติหน้าที่ต่อระหว่างการพิจารณาคดี นายพริษฐ์ กล่าวว่า ทำอย่างเต็มที่ ยังไงก็สู้ยิบตาทุกขั้นตอน แต่ผลลัพธ์เป็นอย่างไร ให้เป็นการตัดสินของศาลฎีกา และชี้แจงเพิ่มเติมว่า การประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรค เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปีอยู่แล้วเป็นเรื่องปกติ แม้จะไม่มีคดีทางการเมือง ซึ่งเป็นการประชุมเพื่อหารือกับสมาชิกพรรค ในการทำงานขับเคลื่อนทางการเมืองเพื่อประเทศ และเป็นที่ชัดเจนว่า ขณะนี้พรรคประชาชนเป็นแกนนำพรรคฝ่ายค้าน ส่วนจะมีการพิจารณาวาระอื่นหรือไม่ต้องรอ กระบวนการเรื่องนี้ให้มีความชัดเจนก่อนว่าศาลฎีกาจะมีคำสั่งใดออกมา

“คิดว่ามาตรการรองรับในฉากทัศน์เราพูดหลายรอบแล้ว เป็นที่รับรู้ของประชาชนอยู่แล้วว่ามีความเป็นไปได้แบบไหนบ้าง นายณัฐพงษ์ ก็พูดหลายครั้งเมื่อถูกสัมภาษณ์ในเรื่องนี้ หลังจากการเลือก ขอใช้พื้นที่นี้ย้ำอีกรอบว่าสิ่งที่น่ากังวลไม่ใช่อนาคตพรรค แต่คืออนาคตของประเทศ ณ เวลานี้อยากใช้พื้นที่สื่อสารเรื่องนี้เป็นหลัก” นายพริษฐ์ กล่าว