รัฐบาลอนุทิน – หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอแนะนักวิชาการในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่จะเข้าเฝ้าฯถวายสัตย์ปฏิญาณตนในวันที่ 6 เมษายน และจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 9-10 เมษายน เมื่อวันที่ 1 เมษายน
ไพลิน ภู่จีนาพันธุ์
คณบดี คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
มีข้อเสนอและความเห็นไม่แตกต่างกับนักวิชาการหลายๆ ท่าน สิ่งแรกรัฐบาลชุดใหม่ต้องเร่งแก้ปัญหาคือเรื่องปัจจัยพื้นฐาน 4 ด้าน เกี่ยวข้องกับอาหาร และการดำรงชีวิตปกติของประชาชน ทั้งการกิน การอยู่ การใช้ สิ่งที่ประชาชนใช้ทุกวันนี้คือสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน แต่ปัจจุบันอาหารแพงขึ้นขณะที่รายได้เท่าเดิมหรือลดลงจึงไม่สอดคล้องกัน
เศรษฐกิจถือเป็นปัญหาที่ใหญ่มาก หากมองเฉพาะโครงสร้างในระดับมหภาคมีรัฐมนตรีหลายท่านพูดถึงประเด็นนี้อยู่ แต่หากมองในภาพของประชาชน จะเห็นสมการง่ายๆ ประชาชนเข้าใจ คือข้าวของแพงขึ้นแต่รายได้เท่าเดิมหรือลดลง เมื่อเป็นแบบนี้โอกาสที่เราจะเห็นความเป็นอยู่และคุณภาพชีวิตของประชาชนแย่ลงกำลังจะเกิดขึ้น เมื่อสินค้าอุปโภคบริโภคแพงขึ้น นั่นหมายความว่าจะมีผลต่อปัญหาสุขภาพ และสิ่งหลีกเลี่ยงไม่ได้คือเวชภัณฑ์และยารักษาโรค เรารับรู้มาเบื้องต้นแล้วเช่นกันว่าเวชภัณฑ์และยารักษาโรคจะมีมูลค่าและราคาสูงมากขึ้น
ต้องยอมรับว่าสวัสดิการของประเทศไทยยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ และยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มและเป็นของทุกคน เมื่อเป็นแบบนี้การได้รับบริการเรื่องของสวัสดิการก็จะไม่เสมอภาคและเท่าเทียม ปัญหานี้
จะกลายเป็นโดมิโนลุกลามไป เพราะสังคมไทยเป็นโครงสร้างชนชั้นค่อนข้างชัดเจน ดังนั้นโอกาสของคนจะได้รับผลกระทบจากปัญหาเป็นโดมิโนคือ เรื่องปากท้องจนถึงเรื่องสุขภาพ และคุณภาพชีวิต เราจะเห็นเกิดขึ้นมากในกลุ่มคนรากหญ้า เกษตรกร หรือคนรับจ้าง ยังไม่รวมกลุ่มคนส่วนใหญ่อยู่กันเป็นครอบครัวที่มีภาระความรับผิดชอบ จะลามไปถึงเรื่องการศึกษา โอกาสของเด็กจะเข้าสู่ระบบการศึกษาหากครอบครัวผู้ปกครองรายได้ลดลง การใช้จ่ายเงินจำกัดมากขึ้น การใช้จ่ายเงินเกี่ยวกับเรื่องการศึกษาก็จะลดน้อยลงไปอีก
หากรัฐไม่สามารถจัดบริการหรือสวัสดิด้านการศึกษาได้อย่างครอบคลุมทั่วถึงหรือเติมได้เต็มที่ จะทำให้โอกาสด้านการศึกษาของเด็กลดลงไปอีก เพราะครอบครัวอาจไม่สามารถส่งเสริมหรือซัพพอร์ตได้ ตอนนี้ในสถาบันการศึกษาเริ่มพูดคุยกันแล้วว่า ทำอย่างไรจะเตรียมการสำหรับการเปิดเทอมในปีการศึกษาหน้า นักศึกษาจะเข้าสู่มหาวิทยาลัยในช่วงเดือน มิ.ย.นี้จะต้องเตรียมเรื่องทุนการศึกษาไว้รองรับ เพราะเชื่อว่าผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจต้องมีแน่นอนกับครอบครัว และอาจมีผลให้เด็กละทิ้งการศึกษาต่อมีความเป็นไปได้สูงมาก
ปัญหาต่างๆ ประดังประเดเข้ามา แต่การเตรียมการรอไม่ได้และปัญหาก็ไม่ได้รอจนกระทั่งมี ครม.ชุดใหม่ หรือรอจนกระทั่งมีผู้มีอำนาจมาช่วยตัดสินใจ เพราะปัญหามีเข้ามาเรื่อยๆ และกำลังเป็นโดมิโน ฉะนั้นรัฐบาลใหม่จะต้องแอ๊กชั่นทันที หรือมีแผนปฏิบัติการอย่างชัดเจน มีการตัดสินใจที่เด็ดขาดโดยใช้ประชาชนเป็นศูนย์กลางเป็นเรื่องที่สำคัญมากๆ ที่รัฐบาลต้องรีบดำเนินการ รวมทั้งกระจายอำนาจออกมาไม่ให้กระจุกไว้ส่วนกลาง
เนื่องจากการกระจายอำนาจเป็นการแก้ไขปัญหาได้เร็วที่สุด โดยเฉพาะปัญหาของภาคเหนือกำลังถูกซ้ำเติมจากวิกฤตไฟป่าและ PM2.5 รัฐบาลประกาศมาตรการประหยัดพลังงาน และมาตรการด้านเศรษฐกิจเกิดจากผลกระทบของสงครามในภูมิภาคตะวันออกกลาง แต่ตอนนี้รัฐบาลจำเป็นต้องประกาศมาตรการเพิ่มในเรื่อง PM2.5 เพราะถ้าสุขภาพของประชาชนเสียหายเราก็ไปทางอื่นไม่ได้ เศรษฐกิจแย่อยู่แล้วสุขภาพของประชาชนยังแย่อีก หมายความว่าการพัฒนาจะไม่มีทางเกิดขึ้น การเปลี่ยนแปลงการเติบโตหรือการพยายามช่วยกันคิดเพื่อหาทางออกให้ประเทศก็จะไม่มีทางเกิดขึ้นเช่นกัน
การเกิดขึ้นของรัฐบาล และการเกิดขึ้นของ ครม.ที่ได้รับการโปรดเกล้าฯมา สิ่งต้องรีบดำเนินการคือการจัดลำดับความสำคัญจริงๆ และผู้มีอำนาจหรือ ครม.ต้องเห็นปัญหาเป็นข้อเท็จจริงในพื้นที่ รวมทั้งต้องกระจายอำนาจออกมาให้พื้นที่ได้มีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างรวดเร็วตรงกับประเด็น อย่ารอการตัดสินใจตามโครงสร้างของระบบราชการที่อาจทำให้เกิดความล่าช้า บางครั้งข้าราชการในพื้นที่อาจเห็นปัญหาชัดเจนและพร้อมปฏิบัติงาน แต่รอการตัดสินใจทั้งงบประมาณ และการตัดสินใจของผู้มีอำนาจ ขณะเดียวกันแนวนโยบายก็เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล แต่บางทีนโยบายอะไรบางอย่างอาจไม่จำเป็นต้องรอจากส่วนกลางเท่านั้น
เป็นความท้าทายหลายความท้าทายไม่ได้รอให้รัฐบาลมาแก้ไข แต่รัฐบาลต้องไม่รอจะแก้ไขและต้องทำทันที เพราะปัญหารอไม่ได้ ปัญหาไปข้างหน้าและเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประชาชนไม่ได้รอว่าเมื่อไหร่จะมีการโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง ครม. หรือเมื่อไหร่รัฐบาลจะเข้ามาทำงาน เพราะในแต่ละวันประชาชนต้องเผชิญปัญหาคือความสูญเสียของครอบครัว ชีวิต และคุณภาพชีวิต ปัญหาเราเจอรอบนี้ยิ่งกว่าโควิด-19 เพราะกำลังทำลายโครงสร้างทางพลังงาน และโครงสร้างทางเศรษฐกิจไปด้วย ลองคิดกันเล่นๆ ว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้าแม้สงครามจะสงบ แต่โครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานถูกทำลายไปเยอะมาก
ฉะนั้นผลกระทบจะยังไม่ใช่เฉพาะหลังสงครามจบแล้วทุกอย่างกลับมาเหมือนเดิม แต่จะเป็นผลเกิดขึ้นสืบทอดต่อเนื่อง จากที่ประมาณการคาดว่าคนจะตกงานมากขึ้น ในขณะที่สินค้าราคาเพิ่มสูงมากขึ้นแต่รายได้มีเท่าเดิมหรือลดลง การรจ้างงานจะไม่เกิดขึ้น แต่เราไม่มีสวัสดิการมารองรับสิ่งเหล่านี้มากพอ รวมถึงการจัดให้มีบริการสาธารณะ หรือระบบขนส่งสาธารณะตามเมืองใหญ่ๆ การจัดให้มีพลังงานสะอาด เช่น ไบโอดีเซล หรือไบโอแก๊ส เรามีคนเก่งอยู่มากมายสามารถคิดค้นพลังทดแทนได้
แต่ทุกวันนี้เรากลับพึ่งพิงพลังงานผ่านเอกชน วิกฤตที่เกิดขึ้นครั้งนี้ทำให้เรียนรู้ว่าเราพึ่งพิงพลังงานในรูปแบบเดียว ทั้งที่เราสามารถผลิตโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ไว้รองรับการดำรงชีวิตของประชาชนได้ โดยเฉพาะเชียงใหม่ ไม่มีบริการรถสาธารณะที่เข้มแข็งพอให้ประชาชนหยุดใช้รถส่วนตัวเพื่อลดการใช้พลังงาน และใช้พลังงานสะอาดเพื่อสิ่งแวดล้อม และเป็นสวัสดิการพื้นฐานให้แก่ประชาชน
นพพร ขุนค้า
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ฉะเชิงเทรา

แน่นอนว่าภัยสงครามหรือการสู้รบกันนั้นเกินกว่ารัฐบาลจะควบคุมได้ แต่รัฐบาลต้องมีแผนรองรับในทุกด้านในการจะตั้งรับและแก้ปัญหาให้ถูกต้อง แม้จะมีรองนายกฯบางท่านบอกว่าทั้งชาวบ้านนักวิชาการแม้กระทั่งผู้แทนหรือ ส.ส.มีแต่ด่าและไม่เสนอแนะ
แต่ก่อนอื่น นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ ก็ต้องเข้าใจว่าตัวท่านเองนั้นก็ต้องน้อมรับ เพราะว่าท่านเป็นรัฐบาล ไม่มีใครบังคับให้ท่านมาเป็น จึงต้องน้อมรับหากรับแรงเสียดทานเหล่านี้ให้ได้ ส่วนประเด็นเมื่อเกิดปัญหาแล้ว สิ่งสำคัญของรัฐบาลนั้น ตั้งแต่ภาวะของการน้ำมันขาดแคลนมีชาวบ้านไปต่อคิวรอเติมน้ำมัน บางปั๊มไม่มีจำหน่าย แต่อยู่ดีๆ ก็มาขึ้นราคาน้ำมันในคืนเดียวแบบลักหลับพรวดเดียว 6 บาท
ทำให้มองได้ว่าการสื่อสารของรัฐบาลนั้นแย่มาก เป็นการพิสูจน์ว่านายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นของจริงหรือไม่ เมื่อถึงคราววิกฤตในลักษณะนี้รัฐบาลต้องมีแนวทางแก้ไขปัญหาและสื่อสารมายังประชาชนให้ชัดเจน แม้จะไม่ตรึงราคาก็ไม่เป็นไร แต่ประชาชนต้องเข้าใจ ไม่ใช่ว่าอยู่ดีๆ เมื่อปกติแล้วเราจะรู้กันว่าราคาน้ำมันจะประกาศขึ้นในเวลาประมาณ 17.00-18.00 น. และจะมีผลในเวลา 05.00 น.ของวันถัดไป แต่ไม่ใช่ว่าจะมาเป็นการปรับขึ้นกันในช่วงตอนกลางคืน แล้วไปนำข้ออ้างต่างๆ ออกมาบอกอ้างต่อประชาชน จึงถือเป็นการสื่อสารกับประชาชนแย่มาก หากจะให้เสนอแนะก็ต้องบอกว่าต้องสื่อสารให้ชัดเจน แต่กลับพูดไม่ชัดเจน และนายกฯอย่าเดินหนีประชาชน
ส่วนประเด็นที่ 2 คือเรื่องของความกังขาของพี่น้องประชาชน ก่อนหน้านั้นช่วงตอนราคาน้ำมันยังเป็นราคาเดิมเหตุใดน้ำมันจึงขาดแคลน แต่พอน้ำมันขยับขึ้นมา 6 บาท ทำไมจึงมีน้ำมันมา มันมีการกักตุนหรือไม่ ตามที่ชาวบ้านหรือที่เราเรียกกันว่าไอ้โม่ง
ทำให้ถูกมองว่าสุดท้ายไอ้โม่งก็ปล่อยของออกมาแล้ว เพราะราคาขึ้นแล้ว จึงกลายเป็นข้อกังขาของประชาชน รัฐบาลไม่ได้ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้เลย แต่กลับไปโทษประชาชนว่ากักตุน จึงถามว่าระหว่างประชาชนกักตุนด้วยการถือแกลลอนไปเติมกลับมาได้เพียง 10-20 ลิตร กับการมีไอ้โม่งกักตุนไว้ อันไหนเสียหายมากกว่ากัน ต้องตอบให้ได้ แต่ได้เห็นท่านออกมาให้สัมภาษณ์แล้ว ก็ได้แต่หันกลับมาบอกกับประชาชนว่าขอให้คิดดีๆ นะพี่น้อง ประชาชน นี่ไม่ใช่เป็นการชี้นำ แต่จะเห็นได้ว่านี่คือการเมืองนั้นก็คือชีวิตจริงๆ
ทั้งยังมีการสะท้อนออกมาให้เห็นผ่านทางนักการเมืองฝ่ายค้านบอกว่า เขาถอนทุนเร็วมาก และเป็นการถอนทุนอย่างโหดร้ายและเลือดเย็นมาก นี่คือสิ่งที่ขอวิจารณ์และเสนอไปว่า 1.จะต้องสื่อสารให้ชัดเจน 2.ต้องจัดการคนกักตุนน้ำมันหรือไม่ แต่ในความคิดส่วนตัวเชื่อว่าคงทำไม่ได้ เมื่อถามว่าถึงเวลานี้ต้องมีทีมยุทธศาสตร์ในการทำงานเชิงรุกหรือไม่ ก็ต้องตอบว่าจะต้องมีโดยตัวนายอนุทินหรือนายกฯต้องเป็นหัวหน้าทีมเอง ต้องมีคนเข้ามาจัดการ แต่เหนือสิ่งอื่นใดนั้น จะมีทีมหรือไม่มีก็ต้องย้อนกลับไปยังข้อเดิมว่าทีมคุณชัดเจนหรือไม่ แล้วทำอะไรชัดเจนหรือไม่
วิกฤตในคราวนี้ทำอย่างไรก็สอบตก ความจริงรัฐบาลนี้มีคนมีความรู้ทางด้านน้ำมันเยอะมาก โดยเฉพาะคุณพิพัฒน์ก็ทำธุรกิจน้ำมัน นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน ก็เป็นผู้บริหารกลุ่มพลังงานมาก่อน ถือว่ามีเยอะแยะที่มีความรู้เยอะ แต่ขณะนี้กลายเป็นว่าเวลาพูดอะไรไปแล้ว เหมือนกับเป็นคนไม่ค่อยเข้าใจอะไรเลย จึงมองว่าตัวนายกฯต้องเป็นหัวหน้าทีมเอง และต้องเป็นโฆษกเอง ไม่ต้องไปตั้งใครมาเป็น ไปตั้ง น.ส.ณัฏฐา มหัทธนา นักเคลื่อนไหวทางการเมืองมาเป็นโฆษกศูนย์ ศบก.ขึ้นมา ความชัดเจนจะต้องให้ประชาชนรับรู้ว่าจะทำอะไร ต้องสื่อสารออกมาแล้วหาทางแก้ไขปัญหา เพื่อให้ประชาชนตั้งหลักได้
ส่วนจะแต่งตั้งทีมใครขึ้นมานั้น อย่าไปตั้งให้เยอะมากเกินไป อย่างที่เห็นในระบบราชการ มีการแต่งตั้งกรรมการนั้น กรรมการนี้ขึ้นมา เพราะระบบราชการคือตัวดึงการเดินหน้าของประเทศไทยเลยก็ว่าได้ หากเมื่อไหร่ยกเลิกการใช้ระบบเอกสารหรือสำเนาทะเบียนบ้านและบัตรประชาชนอะไรเยอะมากๆ เวลาคนทำมาหากินสุจริตไปยื่นขออนุญาตอะไรสักอย่าง วันนั้นประเทศไทยเราจะเจริญก้าวหน้า
เพราะในระบบราชการมักมีการตั้งกรรมการตั้งอนุกรรมการไปนั่งคิดอะไรกัน เสียเบี้ยประชุมซับซ้อน กรรมการชุดนั้นเสนอชุดนี้ตามแบบไทยๆ ทำให้ประเทศติดหล่มไปเรื่อย ระบบราชการจึงมีส่วนฝ่ายการเมืองก็ต้องชัดเจน นี่คือจุดต้องแนะนำ จะตั้งอะไรก็อย่าไปตั้งเยอะ และเอาให้ชัดเจน เพราะรัฐบาลนั้นมีคนมีความรู้ในเรื่องน้ำมันอยู่เยอะแล้ว
ส่วนการแก้ไขปัญหาวิกฤตทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และการต่างประเทศ จะต้องตั้งทีมขึ้นมาทำงานในเชิงรุกหรือไม่นั้น หลังการนำรายชื่อขึ้นทูลเกล้าฯ และมีการถวายสัตย์ปฏิญาณแถลงนโยบายต่อสภาเป็นรัฐมนตรีแล้ว รัฐมนตรีทั้งหลายคือทีมต้องทำงานเพื่อพิสูจน์ความสามารถในการทำงาน เพื่อให้ระบบโควต้าหรือลูกเทพจะได้มาพบกับของจริง หากมาเป็นรัฐมนตรีเริ่มนับจากศูนย์เลยนั้น และไม่ได้มีความรู้เข้ามานั่งในกระทรวงตามโควต้า ก็จะได้พิสูจน์กันได้ในเวลานี้
ทั้งยังจะเห็นได้อีกว่า นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ เป็นบุคคลที่ทางพรรคภูมิใจไทยชูไว้อย่างหนักหนาเมื่อช่วงของการเลือกตั้ง ว่าจะเป็นของจริงหรือของปลอม คณะรัฐมนตรีคือทีมของพวกท่านในการทำงาน การแก้ไขปัญหาของประเทศ สิ่งที่อยากจะบอกไปถึงยังพี่น้องประชาชนว่าการเมืองนั้นคือชีวิต ในอนาคตหากพูดถึงเรื่องการเมืองแล้วอย่าไปบอกว่าเป็นเรื่องน่าเบื่อ น่ารำคาญหรือใครจะมาเป็นนายกฯ ชาวบ้านก็ทำมาหากินกันเหมือนเดิม ต่อไปคำพูดเหล่านี้จะใช้ไม่ได้แล้ว และจะนำไปสอนบุตรหลานไม่ได้แล้ว
ให้ย้อนกลับไปดูเมื่อช่วงก่อนการเลือกตั้งถือเป็นสูตรสำเร็จ หากวันนี้ประเทศเรายังมีการซื้อเสียงอยู่ใช่หรือไม่ หากตอบว่าใช่ สุดท้ายแล้วเขาก็ต้องทำอะไร ผู้แทนราษฎรก็คือเงาของพี่น้องประชาชนจะเป็นบทเรียนให้คนไทยต้องจดจำกันต่อไป อย่าปล่อยให้คำว่าถอนทุนเร็วมากเป็นจริง

