หน้าแรก การเมือง เอกนัฏ ก็รับ ...

เอกนัฏ ก็รับ ไม่ควรขึ้นน้ำมันกลางดึก จ่อลดค่าการกลั่น ลั่นพร้อมทุบทุนพลังงาน

1.04.26 | 12:25 น.
น้ำมัน

เอกนัฏ ก็รับ ไม่ควรขึ้นน้ำมันกลางดึก จ่อลดค่าการกลั่น ลั่นพร้อมทุบทุนพลังงาน

เมื่อวันที่ 1 เมษายน นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงนโยบายพลังงาน ว่า ปัญหาเร่งด่วนมี 2 ด้านหลัก คือ “น้ำมันและค่าไฟแพง“ โดยในส่วนของน้ำมันนั้น ปัญหาไม่ได้มีเพียงราคาที่สูงขึ้นตามตลาดโลกเท่านั้น แต่ยังมีประเด็น “น้ำมันขาดแคลน” ทำไมน้ำมันไม่มีเติม ในบางพื้นที่ ทั้งที่ข้อมูลระบุว่าประเทศมีน้ำมันสำรองและกำลังการกลั่นเพียงพอ ผลิตเกินกำลังกว่า 10 ล้านลิตร จึงตั้งข้อสังเกตว่าปัญหาอาจเกิดจากความไม่โปร่งใสของระบบกระจายสินค้า

จุดบอดคือระบบข้อมูลด้านพลังงานของไทยยังขาดรายละเอียดสำคัญ โดยมีเพียงตัวเลขปริมาณสำรองรายเดือน แต่ไม่มีข้อมูล “การไหลของน้ำมัน” (flow) ตั้งแต่โรงกลั่น คลังน้ำมัน ผู้ค้ารายใหญ่ ไปจนถึงสถานีบริการ ซึ่งควรมีการเปิดเผยข้อมูลแบบรายวันหรือใกล้เคียงเรียลไทม์ เพื่อให้ประชาชนตรวจสอบได้ว่าน้ำมันอยู่ในจุดใด และป้องกันการกักตุนหรือการรั่วไหล

“ทุกอย่างแก้ได้ ไม่น่าเชื่อว่า ข้อมูลกรมธุรกิจพลังงานที่ก่อตั้งมานาน มีข้อมูลน้อยมาก เราควรจะมีข้อมูลภาพรวม 2 ชุด มีน้ำมันเข้ามาเท่าไหร่ กลั่นเท่าไหร่ ประชาชนจะได้เห็นว่ารั่วไหลตรงไหน ถ้าถูกส่งออกมาไม่ถึง 10 ล้านลิตร จะไปอยู่ตรงไหน”นายเอกนัฏกล่าว

อีกประเด็นสำคัญคือการทำงานของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งถูกวิจารณ์เรื่องความไม่โปร่งใส โดยเฉพาะการประกาศราคาหรือมาตรการในช่วงเวลากลางดึกที่สร้างความสับสนและความตื่นตระหนกให้ประชาชน การแก้ปัญหาในภาวะวิกฤตต้องอาศัย “ความโปร่งใส” เป็นหัวใจสำคัญ มากกว่าการยึดติดกับการอ้างอิงราคาตลาดต่างประเทศแบบวันต่อวัน

“ยาที่จะรักษาความตื่นตระหนกคือความโปร่งใส การทำงานและการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ต้องโปร่งใสมากขึ้น แม้ที่ผ่านมาจะบอกว่าอัพเดท รอตลาดสิงคโปร์ ซึ่งผมมองว่าดึกไป ยังไม่ต้องสัญญาณจากสิงคโปร์ก็ได้ โดยกรณีขึ้นราคาน้ำมันไม่ต้องรีบ รออีกวันได้ แต่ถ้าลดราคาควรประกาศเลย ดึกแค่ไหนก็ควรประกาศ”นายเอกนัฏกล่าว

Advertisement

นายเอกนัฏ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ สิ่งที่จะต้องทำทันทีคือ การกำหนดกรอบ “ค่าการกลั่น” ที่ปรับตัวสูงผิดปกติ จากเดิมเฉลี่ยราว 2-3 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันพุ่งขึ้นถึง 7-13 บาทต่อลิตร ซึ่งเกินกว่าความเหมาะสมในภาวะวิกฤต จึงเสนอให้มีการกำหนดเพดาน (cap) ทบทวนกลไก เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการได้กำไรเกินควร หากสามารถลดค่าการกลั่นได้ ควรนำไป “ลดราคาน้ำมันให้ประชาชน” เป็นลำดับแรก

ทั้งนี้เคยคุยกับผู้บริหารโรงกลั่น เข้าใจว่ามีต้นทุนสูง แต่ไม่ใช่การปรับไปที่ 2 ไป 7 บาท มันเกินไป ใครที่อ้างตลาดเสรี ก็ทราบกันดี ฉะนั้นทั้งหมดนี้ต้องมารีแคป ถ้าโรงกลั่นรับรายได้มาในยามวิกฤตก็เกินไป เข้าใจว่าธุรกิจต้องทำกำไร แต่ไม่ควรเกินไป เรายังเคยพูดถึงภาษีลาภลอยมาแล้ว ต้องกล้าทุบ

นายเอกนัฏ กล่าวด้วยว่า ในระยะยาวจะเสนอให้ไทยพิจารณาจัดตั้ง “คลังน้ำมันสำรองของชาติ” แทนระบบปัจจุบันที่ให้เอกชนเป็นผู้สำรอง เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในยามวิกฤต พร้อมส่งสัญญาณถึงผู้ที่กักตุนเก็งกำไรว่า ราคาน้ำมันไม่ได้มีแต่ขาขึ้น และนโยบายใหม่อาจทำให้ราคาปรับลดลงได้ในอนาคต