อนุทินยอมเปลี่ยนตัวผอ.ศบก. เอกนิติแทนพิพัฒน์ ทำเพื่อให้ปชช.สบายใจ จ่อเดินสาย”เหนือ-อีสาน”
เมื่อวันที่ 1 เมษายน นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการปฏิบัติหน้าที่ของศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า ก็จะหมดไปกับรัฐบาลหนู1 รัฐบาลหนู2 มาก็ต้องตั้งใหม่ เพราะว่าหลายคนที่อยู่ในตำแหน่งนั้น ก็มีการสลับสับเปลี่ยนไป เดี๋ยวจะตั้งขึ้นมาใหม่ คิดว่าจะให้นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและรมว.คลัง เป็นผู้อำนวยการ ศบก. เพื่อจะให้เกิดความสบายใจกับพี่น้องประชาชน และความสบายใจกับนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกฯ และรมว.คมนาคม ด้วย ต้องระดมผู้มีความรู้ความสามารถ ประสบการณ์ของทุกคนมาช่วยกันแก้ไข ก็ฟังสังคม ฟังพี่น้องประชาชนฟังนักวิชาการ ฟังทุกฝ่าย อยากให้ทุกฝ่ายมีความสบายใจ เพื่อจะได้ทำงานกันได้ เรื่องการแบ่งงานรองนายกฯนั้น นายเอกนิติ จะกำกับดูแลกระทรวงพลังงาน เป็นไปตามนั้นเพื่อให้ประชาชนสบายใจ และเพื่อความสบายใจของนายพิพัฒน์ด้วย แต่ไม่ใช่เรื่องว่าเพราะเขามี Conflict of Interest หรือการขัดกันระหว่างผลประโยชน์ส่วนตนและส่วนรวม แต่ก็ต้องฟังเสียงพี่น้องประชาชน
ผู้สื่อข่าวถามว่าการร่วมรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย มีข้อตกลงหรือทำเอ็มโอยูในการล็อกเก้าอี้รัฐมนตรีไว้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่มี เราเชื่อใจ เชื่อถือกัน โดยในวันที่ 2 เมษายน นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกฯ และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รมว.แรงงาน ฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย จะมาร่วมรับประทานอาหารกลางวันที่ทำเนียบรัฐบาล โดยสาเหตุที่จะร่วมรับประทานอาหารครั้งนี้ เพื่อพูดคุยหารือถึงการทำงานที่นายยศชนัน ในฐานะรองนายกฯ จะต้องมากำกับดูแลกระทรวงในโควตาของพรรคเพื่อไทย เมื่อถามว่ากระทรวงที่นายยศชนันจะได้กำกับดูแล มีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ด้วยใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า รวมด้วยสิ
นายอนุทิน กล่าวภายหลังเป็นประธานเปิดงาน“ไทยช่วยไทย” ลดภาระ ลดค่าครองชีพ ถึงโอกาสจะลงพื้นที่ซื้อของด้วยตนเองหรือไม่ ว่า ช่วงวันหยุดเตรียมการว่าจะลงพื้นที่ไปหาชาวบ้าน ไปดูสารทุกข์สุกดิบของเขา การลงพื้นที่ครั้งนี้ตนคิดเอาไว้ว่าจะไปตั้งแต่ช่วงบ่ายวันศุกร์เป็นต้นไป เพราะช่วงนี้เป็นช่วงต้องไปให้กําลังใจประชาชน ผู้สื่อข่าวถามว่า สัปดาห์นี้เล็งพื้นที่ไหนไว้ นายกฯ กล่าวว่า อยากตระเวนไปทั้งภาคเหนือ และอีสาน ก็วางแผนไว้อยู่แต่จะไปอย่างไม่มีกําหนดการ ไปแบบธรรมดา เพราะตรงนั้นจะทําให้เห็นสภาพที่แท้จริง เพื่อนําไปสู่การแก้ไขปัญหาได้จริง ช่วงนี้เป็นช่วงที่ไม่ใช่สถานการณ์ปกติ ยิ่งเราอุดหนุนกันมากเท่าไหร่ จะยิ่งทําให้ราคาสินค้าดีขึ้น และเป็นการอุดหนุนสินค้าไทย เพราะสิ่งที่ดีที่สุดใดๆ ในประเทศก็คือคนในประเทศนั้นใช้เงินของประเทศนั้น ซื้อสินค้าที่ผลิตในประเทศนั้น เงินทองไม่รั่วไหล แม้จะเกิดขึ้นห่วงโซ่อุปทานเพิ่มมากขึ้น เราสามารถที่จะยืนอยู่บนลําแข้งได้

