ณัฐชา จี้ พม.ยับยั้งด่วน ปมดึงเงินกองทุนคนพิการคืนคลังกว่า 2.8 พันล้านบาท ลั่น กระทบจ้างงาน 2 หมื่นคน ยัน ต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์คนพิการ
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 2 เมษายน ที่รัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) พร้อมด้วย นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ เลขาธิการสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย แถลงกรณีรัฐบาลมีนโยบายจะดึงเงินจากกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ กลับคืนสู่คลังจำนวน 2,800 ล้านบาท
โดยนายณัฐชา กล่าวว่า กองทุนคนพิการนั้นเป็นกองทุนหมุนเวียนมีเงินอยู่ในกองทุนเรียกว่าสภาพคล่องขณะนี้มากเกินไป ซึ่งหมายความว่าผู้จัดการกองทุนหรือผู้อำนวยการกองทุน โดยท่านอธิบดีกรมส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ ไม่ได้มีนโยบายหรือมีวิธีการในการที่บริหารจัดการให้ผู้พิการนั้นได้รับสิทธิประโยชน์ได้เข้าถึงเลือกเงื่อน ไขของกองทุนได้มากเท่าที่ควร ทั้งนี้ ตามกฎหมายพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการ มาตรา 33 กำหนดให้สถานประกอบการที่มีพนักงาน 100 คน ต้องจ้างคนพิการ 1 คน หากไม่จ้างต้องส่งเงินสมทบเข้ากองทุนในอัตราค่าแรงขั้นต่ำ หรือประมาณ 144,000 บาทต่อคนต่อปี
นายณัฐชา กล่าวต่อว่า ซึ่งการที่เงินเหลืออยู่ในกองทุนจำนวนมาก สะท้อนว่า เด้งที่หนึ่งคือเอกชนไม่จ้างงานคนพิการ และเด้งที่สองคือกองทุนไม่สามารถนำเงินนั้นไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้ตามเป้าหมาย และการที่รัฐบาลเตรียมเรียกเงินคืน 2,800 ล้านบาท ตามหนังสือด่วนที่สุดจากกรมบัญชีกลาง ถือเป็นเด้งที่สามที่คนพิการต้องเผชิญ โดยเปรียบเทียบว่าเงินจำนวนนี้เทียบเท่ากับการจ้างงานคนพิการถึง 2 หมื่นคน การดึงเงินออกไปจึงเป็นการซ้ำเติมผู้พิการที่ว่างงานอยู่แล้วให้ลำบากยิ่งขึ้น
ฉะนั้น จึงเรียกร้องไปยัง นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ให้เร่งกำชับและยับยั้งเรื่องนี้โดยด่วน โดยได้มีการยื่นหนังสือไปยังกระทรวงการคลังแล้ว ยืนยันว่าจะต่อสู้จนถึงที่สุดเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคนพิการทั่วประเทศ และขอให้ภาคสังคมร่วมติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด
ด้าน นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เงินในกองทุนนี้รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้สมทบเลย แต่มาจากนายจ้าง 100% และในรอบ 10 กว่าปีที่ผ่านมา รัฐบาลไม่เคยจัดสรรงบประมาณแผ่นดินมาที่คนพิการโดยตรง ส่วนใหญ่ใช้เงินจากกองทุนนี้เป็นหลักในการดูแลคุณภาพชีวิตและให้กู้ยืมประกอบอาชีพ ทั้งนี้ ในอดีตเคยมีความพยายามจะยึดเงินกองทุนลักษณะนี้ไปแล้วประมาณ 2,000 ล้านบาท ซึ่งทางสภาคนพิการได้ฟ้องต่อศาลปกครอง และศาลมีคำสั่งให้คืนเงินบางส่วนกลับมาเพื่อใช้ในการปล่อยกู้ให้คนพิการประกอบอาชีพ

