หน้าแรก การเมือง ครม.ไร้ฮันนีม...

ครม.ไร้ฮันนีมูน วัดเคพีไอ รบ.อนุทิน

3.04.26 | 08:47 น.

หมายเหตุ – ความเห็นของนักวิชาการกรณีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ระบุว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ไม่มีเวลาฮันนีมูน ต้องทำงานทันที เพื่อแก้ปัญหาให้ประชาชนเมื่อวันที่ 2 เมษายน

ปุรวิชญ์ วัฒนสุข
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถานการณ์ตอนนี้ ไม่มีเวลามาลองผิดลองถูก ต้องพุ่งเป้าไปเลยว่าปัญหาหลักๆ ที่ต้องแก้คืออะไร เรื่องเฉพาะหน้าที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ คือเรื่องพลังงาน ผมยังไม่เห็นลักษณะการทำงานในเชิงรุกว่ารัฐบาลชุดใหม่เตรียมการสำหรับ Worst-case scenario ไว้ขนาดไหนบ้าง รองรับกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ที่สุด เลวร้ายที่สุด หรืออาจจะรอแถลงนโยบายก่อน

ถ้าเปรียบเทียบกับหลายๆ ประเทศทั่วโลก ในตอนนี้รัฐบาลหลายๆ ประเทศประเมินกันล่วงหน้าเป็นหลายเดือน ถึงหลักปีด้วยซ้ำว่าสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ อย่างไรความขัดแย้งหรือสงครามนี้ยังไม่จบเร็ว ต่อให้สงครามจะลดระดับความตึงเครียด ความรุนแรงลงแต่ราคาน้ำมันไม่ได้อยู่ๆ ก็ลดลงเลย สถานการณ์ตอนนี้เป็นเหมือนกันทั้งโลก คือ มีความผันผวน รุนแรงสูงมากๆ อันดับแรก ผมยังไม่เห็นการวางฉากทัศน์ของรัฐบาลใหม่ว่าเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องนี้มากน้อยแค่ไหน ถึงเป็นที่มาว่าไม่มีเวลาฮันนีมูน และพอไม่มีฮันนีมูน มาตรการที่ทำอยู่ตอนนี้จะสามารถสร้างความเชื่อมั่น ความไว้วางใจได้แค่ไหน

Advertisement

เรื่องน้ำมัน เชื่อมโยงกับหลายเรื่อง เรื่องที่วิพากษ์วิจารณ์กันมาก คือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น 2 บาท กับ 6 บาท เป็น 8 บาท ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ของนายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนการโหวตนายกฯ เราก็เห็นว่ามันไม่เป็นทุนในแง่ของความเชื่อมั่น ความไว้วางใจต่อรัฐบาล ผมเชื่อโดยส่วนตัวว่าวิกฤตครั้งนี้ยืดเยื้อ ต่ำๆ คือหลักเดือน ไม่รู้กี่เดือน แต่บางประเทศมองล่วงหน้าไปเป็นปี

เพราะฉะนั้น การที่รัฐบาลพยายามผลักดัน หลายคนบอกว่าทำไมไม่ลดภาษีสรรพสามิต ถ้าลดภาษีลง ก็อาจจะช่วยลดราคาน้ำมัน ปรากฏว่ารัฐบาลไม่เลือกทางนี้ แต่ใช้วิธีการไปค้ำกองทุนน้ำมัน รวมๆ คือ มาตรการที่จะเกิดขึ้นต่อจากนี้ ยังไม่ทำให้ประชาชนเชื่อมั่นได้ว่ารัฐบาลจะรับมือกับเรื่องนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นโจทย์ยาก และยังไม่แน่ด้วยว่าในช่วงที่กำลังผันผวนนี้ จะรับมือไหวหรือไม่

เรื่องเฉพาะหน้าที่ใกล้ตัวกับประชาชน สำหรับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องพลังงานและเรื่องเศรษฐกิจ อาจจะต้องกำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จ หรือ KPI (Key Performance Indicators) คือ เรื่องการบรรเทาผลกระทบของทุกภาคส่วน เพราะว่าเรื่องน้ำมันเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจภาคใหญ่ ต้นทุนทุกอย่างเพิ่มขึ้น เงินเฟ้อ ต้นทุนการผลิต ค่าครองชีพเพิ่ม แต่คนทำงานอย่างเรา เงินไม่เพิ่มตาม

ในฐานะนักรัฐศาสตร์ในเดือนเมษายน-พฤษภาคมนี้กังวลใจอย่างยิ่งว่า ถ้าสถานการณ์น้ำมันยังผันผวนแล้ว ในท้ายที่สุดจะไปทำให้ต้นทุนทุกอย่างดีดตัวขึ้น นี่จะเป็นบททดสอบของรัฐบาลชุดนี้ ที่บอกว่าพูดแล้วทำ ได้ผลแค่ไหน สภาพที่เราเห็นอยู่ตอนนี้ รัฐบาลกำลังวิ่งตามหลังปัญหา ยังไม่เห็นทางมองทะลุไปว่าจะสกัดไม่ให้ปัญหาลุกลามได้อย่างไร

จากนี้ไป 3 เดือน หรือ 6 เดือน อาจจะมีการปรับ ครม. นี่เป็นสัจธรรมการเมืองไทย เพราะคนอยากเป็นมีมากกว่าจำนวนเก้าอี้ที่มี ดังนั้น อาจจะต้องคิดว่ารัฐมนตรีรอบต่อไป จะมาจากบ้านใหญ่ หรือควรใช้คนเป็นมืออาชีพมาทำงาน แต่ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจนักว่าวิกฤตที่กำลังเกิดขึ้นนี้ จะรับมือได้ไหว เพราะสภาพปัญหาตอนนี้มีความผันผวนรุนแรง ซับซ้อนมากๆ ยังไม่เห็นภาพเลยว่าจะแก้ปัญหาได้

ถ้ามีการหมุนเวียนเก้าอี้กัน สมมุติว่าให้ปรับเร็วสุดเดือนกรกฎาคม หากตอนนั้นข้าวยากหมากแพงยิ่งกว่าตอนนี้ คำถามคือ ถ้าเปลี่ยนเก้าอี้ ประชาชนจะคิดอย่างไร คิดว่าจะบั่นทอนวิกฤตความเชื่อมั่นของรัฐบาลเข้าไปอีก

กิตติชัย ขันทอง
อาจารย์ประจำสาขาวิชารัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏศรีสะเกษ

รัฐบาลชุดนี้ ถือเป็น “อนุทิน 2” หลังจากมีการจัดตั้ง ครม.เรียบร้อยแล้ว ต้องเร่งลงมือปฏิบัติงานทันที ท่ามกลางวิกฤตซ้อนหลายด้านที่ถาโถมเข้ามาพร้อมกัน โดยสถานการณ์ตอนนี้ ไม่เอื้อให้รัฐบาลมีช่วงเวลาผ่อนคลายเหมือนในอดีต เพราะมีปัญหาเร่งด่วนรออยู่จำนวนมาก โดยเฉพาะวิกฤตด้านพลังงาน เศรษฐกิจ และค่าครองชีพของประชาชนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่สร้างแรงกดดันต่อรัฐบาลคือ “ราคาน้ำมัน” ที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่ายในการขนส่ง และราคาสินค้าอุปโภคบริโภค ส่งผลให้ภาระค่าครองชีพของประชาชนเพิ่มขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เมื่อราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น จะส่งผลให้ต้นทุนในทุกภาคส่วนเพิ่มขึ้นตามไปด้วย สุดท้ายภาระเหล่านี้จะถูกส่งต่อไปยังผู้บริโภค ทำให้ค่าครองชีพโดยรวมสูงขึ้น และกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยตรง

นอกจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจแล้ว โครงสร้างของ ครม.ชุดใหม่ก็เป็นอีกประเด็นที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะการมีรัฐมนตรีหน้าใหม่จำนวนถึง 14 คน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นบุคคลจากตระกูลการเมืองหรือ “บ้านใหญ่” ในแต่ละพื้นที่ จนได้รับฉายาจากสื่อว่าเป็นกลุ่ม “ลูกเทพ”ซึ่งการเข้ามาของรัฐมนตรีหน้าใหม่จำนวนมาก ถือเป็นทั้งโอกาสและความท้าทาย เนื่องจากบุคคลเหล่านี้อาจมีฐานการเมืองที่เข้มแข็ง แต่ยังต้องพิสูจน์ความสามารถในการบริหารงานในระดับประเทศรัฐมนตรีกลุ่มใหม่เหล่านี้จำเป็นต้องแสดงผลงานให้เป็นรูปธรรมอย่างรวดเร็ว เพราะสังคมคาดหวังสูง และสถานการณ์ไม่เอื้อให้มีเวลาเรียนรู้งานนานเหมือนในอดีต

เพื่อให้การทำงานของ ครม.มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ควรมีการกำหนด KPI สำหรับรัฐมนตรีทุกคน โดยเฉพาะกลุ่มรัฐมนตรีหน้าใหม่ทั้ง 14 คน เพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการทำงานอย่างเป็นระบบ

ในส่วนของมาตรการเร่งด่วน รัฐบาลควรให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันเป็นอันดับแรก เนื่องจากเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งการดำเนินนโยบายด้านพลังงานยังมีข้อจำกัดหลายประการ ทั้งในเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการ โดยเฉพาะการมอบหมายให้รองนายกฯกำกับดูแลด้านพลังงานโดยตรง ซึ่งอาจต้องเผชิญแรงกดดันจากหลายฝ่าย ทั้งภายในรัฐบาลและจากกลุ่มการเมืองต่างๆ

ขณะเดียวกัน ความเป็นไปได้ของการปรับ ครม.อาจเกิดขึ้นได้ภายใน 3-6 เดือนแรก หากพบว่ามีรัฐมนตรีบางรายไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายได้ตามเป้าหมาย

อย่างไรก็ตาม การปรับ ครม.ไม่ได้ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านผลงานเพียงอย่างเดียว แต่ยังต้องคำนึงถึงเสถียรภาพทางการเมือง โดยเฉพาะในรัฐบาลผสมที่ต้องรักษาสมดุลอำนาจระหว่างพรรคร่วมในภาพรวม ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องสร้างระบบบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับการแสดงผลงานเชิงรูปธรรมในระยะเวลาอันสั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชน และลดแรงกดดันทางการเมืองที่กำลังเพิ่มสูงขึ้น

วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

รัฐบาลชุดนี้ ไม่มีฮันนีมูนอยู่แล้ว เพราะเข้ามาในช่วงที่มีสภาวะเต็มไปหมด ทั้งระหว่างประเทศและภายในประเทศ

แต่มีคำถามว่า รัฐบาลภูมิใจไทยยังใช้นโยบายจากการหาเสียงได้หรือไม่ เพราะสถานการณ์ปัจจุบันที่มีวิกฤตสงคราม ปัญหาที่เกิดขึ้นระหว่างประเทศ ส่งผลต่อราคาพลังงานและราคาสินค้าภายในประเทศในหลายๆ ด้าน แนวนโยบายที่วางไว้ จะยังใช้การได้หรือไม่ หรือจะมีการวางแนวนโยบายใหม่ แต่ต่อให้มีการวางแนวนโยบายใหม่ บุคลากรที่เข้ามาเป็น ครม.จะสามารถปรับตัวให้ทันกับการทำงานได้หรือไม่ ตรงนี้ก็จะเป็นปัญหา

นำไปสู่ประเด็นต่อไป จะต้องมี KPI หรือไม่ แน่นอน คนที่เป็นรัฐมนตรีจะต้องมีตัวชี้วัดความสำเร็จ ต้องยอมรับว่าในการแบ่งกระทรวง มีเพียงบางคนเท่านั้นที่ถูกแบ่งอย่างสอดคล้องตรงกับความสามารถ แต่ส่วนใหญ่ของ ครม.หนีไม่พ้นแบ่งตามโควต้าแบบเดิมๆ นามสกุลเดิมๆ

“คำถามคือ คุณทำงานในกระทรวงของคุณเป็นหรือไม่ มีความกล้าตัดสินใจหรือไม่ ซึ่งตรงนี้ตัวชี้วัดสำคัญ ถ้าเมื่อไรก็ตาม ที่คุณขาลอย แล้วปล่อยให้ข้าราชการทำงาน สุดท้ายประเทศก็จะไม่เปลี่ยนแปลงอะไร”

สิ่งสำคัญที่สุด ที่ถือว่าเป็นควิกวิน (Quick Win) ที่รัฐบาลชุดนี้จะต้องทำ จะเป็น 3 เดือน หรือ 6 เดือนก็ตาม ก็คือการดึงความเชื่อมั่นของประชาชน ให้เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะสามารถผ่านวิกฤตพลังงาน อันเกิดมาจากความขัดแย้งระหว่างประเทศตรงนี้ไปให้ได้ เพราะปัญหาในปัจจุบัน ไม่ใช่แค่เรื่องราคาน้ำมันขึ้น หรือสินค้าแพงขึ้น แต่เป็นปัญหาเกี่ยวกับความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะจัดการปัญหาวิกฤตแบบนี้ได้หรือไม่

“เพราะเวลาคนมองเห็น นายกฯอนุทิน เขาไม่ได้เห็น แค่นายกฯคนเดียว เขาเห็นนายกฯเคยจัดการเรื่องโควิด-19 ด้วย เห็นนายกฯเคยจัดการเรื่องน้ำท่วมที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลาด้วย และเป็นผลงานที่ค่อนข้างไม่เป็นที่พึงพอใจของประชาชนมากนัก คนก็อาจจะขาดความเชื่อมั่นว่าวิกฤตพลังงานในครั้งนี้ จะเหมือนวิกฤตในสมัยโควิด-19 หรือไม่ ที่จะต้องซื้อน้ำมันในราคาแพงกว่าปกติ แบบเดียวกับที่เคยซื้อแม้ซื้อถุงมือยางที่ราคาแพงกว่าปกติ เพราะคนกักตุนในช่วงโควิด-19 ความเชื่อมั่นตรงนี้ รัฐบาลจะต้องฟื้นฟูกลับมาให้ได้”

เพราะรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง หลายครั้งต้องเผชิญปัญหาเหมือนกัน แต่ภาคประชาชนมีความเชื่อมั่นคำวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชน จะให้โอกาสในการทำงาน แต่ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ประชาชนไม่เชื่อมั่นตั้งแต่แรกแล้ว การเอาบุคคลเข้ามาทำงาน แม้ว่าคนนั้นยังไม่ได้เริ่มงานเลยก็ตาม

กระแสวิพากษ์วิจารณ์ก็จะเกิดขึ้นทันที ครั้งนี้กระทรวงใครกระทรวงมัน แต่ละคนก็ต้องรับผิดชอบงานของตัวเองไม่ใช่สุดท้ายแล้วจะโยนกลับไปให้ “3 แม่ครัว” อย่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์-นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว-นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ

“พวกนี้รับผิดชอบแบบสมัยตอนรัฐบาล 60 วัน คุณทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้น ในครั้งนี้ ถ้ากระทรวงใครมีปัญหา ก็ต้องรับผิดชอบในตัวเอง และรัฐมนตรีจะต้องตอบสนองให้เร็ว ถ้ากระทรวงนั้นมีปัญหา ก็พร้อมที่จะปรับทันที ไม่ใช่ยังเก็บโควต้าลูกเทพเหล่านั้นไว้อยู่ ส่วนโอกาสที่จะมีการปรับ ครม.ในช่วง 3 เดือน 6 เดือนต่อจากนี้หรือไม่นั้น ถ้าเกิดวิกฤตขนาดนี้ การปรับ ครม.บางทีอาจจะไม่ได้เป็นการแก้ไขปัญหา อาจจะต้องปรับตั้งแต่นโยบายเลย ถ้าในการแถลงนโยบายสามารถดึงความเชื่อมั่นจากประชาชนกลับมาได้ ก็จะทำให้การทำงานของรัฐบาลชุดนี้ราบรื่นมากยิ่งขึ้น”

แต่อย่าประมาทความไม่พึงพอใจของประชาชน ถ้าเขาไม่มีที่ให้ระบาย และผู้แทนของเขายังไม่สามารถนำปัญหาของประชาชนไปพูดได้อีก อาจจะสั่นคลอนถึง “รัฐบาล”