หนู-เชน-หนิม กินมื้อเที่ยงชื่นมื่น ขอหลุดพ้นความขัดแย้ง ลุยงานเพื่อปชช. สร้างความมั่นใจนักลงทุน ปกรณ์เผยเงื่อนไขนั่งรองนายกฯ
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย(ภท.) ได้เชิญนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.อุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน หัวหน้าพรรคเพื่อไทย(พท.) ร่วมรับประทานอาหารกลางวัน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อพูดคุย และหารือการทำงานร่วมกัน ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 2 เมษายน
จากนั้นนายอนุทินกล่าวว่า ภท.และพท.ต่างมีพื้นฐานการทำงานร่วมกันมาก่อน เมื่อรัฐบาลได้ถวายสัตย์ปฏิญาณเรียบร้อยแล้ว การทำงานจะต้องเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทั้งตนและนายยศชนันมีความคุ้นเคยมาก่อน ทั้งนี้นายยศชนัน จะคุมคลัสเตอร์ทั้งหมดที่พท.ได้กำกับดูแล รวมถึงหน่วยงานต่างๆ ในสำนักนายกรัฐมนตรี
นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ที่เคยมีอะไรที่ไม่เข้าใจกัน หรือมีปัจจัยอะไรบ้าง หลังจากนี้หวังว่าคงไม่มี เพราะขณะนี้เราเปิดเส้นทางตรง คนในคณะรัฐมนตรีจากพท.สามารถพูดคุยกับตนเองได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นต้องพูดคุยกันเฉพาะวันที่มีการประชุมคณะรัฐมนตรีเท่านั้น มีเรื่องด่วนสามารถยกหูคุยทางโทรศัพท์ได้เลย ไม่จำเป็นต้องส่งไลน์ หรืออีกกรณีสามารถเดินทางมาพบตนได้เลย
นายยศชนัน กล่าวว่า ขณะนี้เกิดวิกฤตหลายเรื่องไม่สามารถทำงานแบ่งกระทรวงได้ จำเป็นต้องหารือในภาพรวม วันนี้หารือการทำงานอย่างชัดเจน เพื่อให้กระทรวงต่างๆ ได้ทำงานสอดรับกันได้ เป็นไปตามแนวทางที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ได้ทำงานเพื่อประเทศชาติและประชาชน ทั้งนี้นายกฯได้ชวนพูดคุยถึงทิศทางการทำงาน ต้องเป็นไปในทางเดียวกัน ประเทศไทยจะต้องหลุดพ้นจากความขัดแย้ง และมุ่งหน้าไปสู่เรื่องเศรษฐกิจและปากท้องเพื่อประชาชนเป็นเรื่องสำคัญ โดยทุกวันจันทร์จะมีการประชุมครม.เศรษฐกิจ เพื่อหารือกันทุกเรื่องด้านเศรษฐกิจ ก่อนจะเสนอต่อที่ประชุมครม.ในวันอังคาร
เมื่อถามว่า การจับมือกับพรรคเพื่อไทยจะทำให้รัฐบาลอยู่ครบสี่ปีหรือไม่ นายกรัฐมนตรี หัวเราะ พร้อมอุทานว่า “โอ้โห” ก่อนที่นายยศชนันจะกล่าวถึงเสริม เราต้องซับพอร์ตกัน เพราะรัฐบาลต้องการเสถียรภาพ หากมีเสถียรภาพก็จะทำให้ต่างประเทศมีความเชื่อมั่นที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย เราจึงต้องช่วยกันรักษาเสถียรภาพไว้ ให้ประเทศไทยสามารถเดินไปข้างหน้าได้
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้เปิดเผยถึงเหตุผลการตัดสินใจร่วม “รัฐบาลอนุทิน 2“ ว่า นายอนุทิน ได้มาทาบทามให้มาช่วยทำงาน ยอมรับว่า เมื่อถูกทาบทามคิดหนัก เพราะเป็นข้าราชการมา 30 กว่าปี มีอายุราชการเหลืออีก 4 ปี ดำรงตำแหน่งเลขากฤษฎีกา 6 ปี และตำแหน่งเลขากฤษฎีกาก็ไม่ได้มีการกำหนดวาระด้วย ช่วงแรกยืนยันกับนายกฯ ว่าขอช่วยในฐานะเลขาธิการกฤษฎีกา แต่ได้รับคำตอบกลับจากนายกฯว่า ควรมาช่วยลงมือทำและผลักดันงานต่างๆ ที่ยังคงต้องขับเคลื่อนอีกหลายอย่าง หากอยู่เฉพาะกฤษฎีกาคงผลักดันเรื่องต่างๆได้น้อย จากนั้นจึงมานั่งไตร่ตรองกับครอบครัวว่าหากจะผลักดันงานด้านกฎหมายของประเทศต่างๆ ก็ต้องลงมือทำเอง จึงได้ตอบตกลง ได้ยืนยันกับนายอนุทิน ว่าไม่ขอเป็นสมาชิกพรรค ไม่อยากยุ่งเรื่องการเมือง จึงเข้ามาเป็นข้าราชการการเมืองอย่างเดียวตั้งใจอยากจะทำคือเรื่อง การพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจ และการพัฒนารัฐบาลดิจิทัลให้สำเร็จ เพราะจะเป็นการผลักดันโครงสร้างพื้นฐานด้านกฎหมายของประเทศให้อยู่ในระดับสากล และเป็นที่ยอมรับเพื่อให้ประเทศไทยอยู่ในจอเรดาร์โลก
เมื่อถามถึงหลักการทำงานต่อ “คดีฮั้วเลือก สว. – คดีเขากระโดง หรือคดีที่เกี่ยวข้องกับฝ่ายการเมืองสีน้ำเงิน” นายปกรณ์ กล่าวว่า เรื่องเหล่านี้อยู่ในกระบวนการยุติธรรมอยู่แล้ว รัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมได้ แม้กระทั่งตอนที่เป็นข้าราชการประจำตนก็ไม่แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ตนตรงไปตรงมา “หน้าที่ผมไม่เกี่ยวกับเรื่องคดีใดๆ”นายปกรณ์กล่าว

