หน้าแรก การเมือง รุทธพล รับ น้...

รุทธพล รับ น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ขณะขนส่งไปสุราษฎร์ สั่ง ดีเอสไอ รับเป็นคดีพิเศษ

3.04.26 | 13:05 น.

“รุทธพล” แฉพิรุธขนส่งสุราษฎร์ฯ น้ำมันหาย 57 ล้านลิตร ยัน โรงกลั่นไม่เกี่ยว สั่ง “ดีเอสไอ” รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ด้าน “ยุทธนา” ชี้ จงใจประวิงเวลาขนส่ง ความผิดร้ายแรง

เมื่อเวลา 11.20 น. วันที่ 3 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม แถลงข่าวศูนย์บริหารและติดตามสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง (ศบก.) ว่า กระทรวงยุติธรรมได้ทำการตรวจสอบการกักตุนน้ำมัน โดยดำเนินการ 2 ส่วน คือการที่จับปลายทาง ปั๊มน้ำมัน โดยมอบให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) และกรมการปกครอง ทำการตรวจสอบต่อเนื่องไปจนถึงต้นทางคลังน้ำมัน และอีกส่วนได้มอบให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ตรวจสอบต้นทางตั้งแต่โรงกลั่นมายังปั๊มน้ำมัน ซึ่งที่ผ่านมาได้ตรวจพบการกระทำความผิด และมีการจับกุมหลายราย เช่น กรณีที่ จ.อ่างทอง จ.ตาก และ จ.นครสวรรค์ และยังตรวจพบการกักตุนของผู้ค้านํ้ามันตามมาตรา 7 และมาตรา 10


พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า กรณีที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จากการตรวจสอบต้นทาง มีเรือบรรทุกนํ้ามันออกจากคลังน้ำมัน เดินทางไปยังคลังนํ้ามัน 6 แห่งใน จ.สุราษฎร์ธานี ทั้งหมด 96 เที่ยว มีน้ำมันออกจากคลังน้ำมันทั้งสิ้น 217 ล้านลิตร ระหว่างเดินทางมีน้ำมันหายไปบางส่วน มีนํ้ามันไปถึงปลายทาง 160 ล้านลิตร เท่ากับหายไป 57 ล้านลิตร

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า เราจะดำเนินการเรื่องดังกล่าวเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยจะนำกรณีของ จ.สุราษฎร์ธานี มาตรวจสอบการขนถ่ายทางทะเล ซึ่งเราได้รับการสนับสนุนเอกสารต่างๆ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมดแล้ว โดยจะดูทั้งปริมานคงคลัง การเดินทางเกินเวลาที่จำเป็น โดยจะให้ดีเอสไอรับเป็นคดีพิเศษ เรียกผู้ที่เกี่ยวข้องมาสอบปากคำ และดำเนินการต่อไป

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า จะมีการตั้งวอร์รูมที่ดีเอสไอ และจะมีการรายงานข้อมูลปริมาณน้ำมันทุกระบบทุกขั้นตอน ตั้งแต่กรมศุลกากร ว่าการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศมีปริมาณเท่าไหร่ โดยจะรายงานตัวเลขต่างๆ อย่างต่อเนื่อง

Advertisement

พล.ต.ท.รุทธพลกล่าวว่า ในส่วนโรงกลั่น ได้ทำการตรวจสอบระบบเอกสาร และพิสูจน์ทราบภายในถังนํ้ามันแล้ว ยืนยันว่าโรงกลั่นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องในกักตุนนํ้ามัน มีนํ้ามันเหลือคงถังเพียงแค่ที่เขาไม่สามารถดึงมาจำหน่ายได้

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรคำ อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า พฤติการณ์การกระทำผิดมีหลายลักษณะ ทั้งน้ำมันหายกลางทะเล หรือลักลอบส่งออก ซึ่งต้องใช้เวลาในการพิสูจน์ แต่สิ่งที่มูลความผิดได้เลย คือการกักตุนน้ำมัน เพราะกฎหมายห้ามผู้ประกอบการปฏิเสธจำหน่าย ชะลอ หรือประวิงในการขนส่ง แต่การพบความผิดปกติในเวลาเดินทาง เข้าข่ายประวิงเวลาการขนส่ง ถือเป็นพฤติการณ์เกิดผลกระทบต่อความสงบเรียบร้อย ศีลธรรมอันดี และเศรษฐกิจการคลัง ซึ่งเข้าเงื่อนไขในการรับเป็นคดีพิเศษได้ และส่วนอื่นจะมีการขยายผลต่อไป เมื่อรับเป็นคดีพิเศษแล้ว สามารถตั้งหน่วยงานต่างๆ เข้ามาร่วมบูรณาการ ยืนยันว่าจะทำเต็มที่