อนุทิน เปิดงานวันผู้สูงอายุ บอกปีนี้เข้าเป็นสมาชิกแล้ว เดินมานึกว่าเยาวชน ไม่รู้สึกเป็นสังคมสูงวัย
เมื่อเวลา 11.00 น. วันที่ 8 เม.ย. ที่ห้องแกรนด์ ไดมอนด์ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีเปิดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติ และวันแห่งครอบครัว ประจำปี 2569 ภายใต้แนวคิด “ก้ม กราบ กอดผู้สูงอายุ สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง” โดยมี นายนิกร โสมกลาง รมว.พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวรายงาน โดยนายกรัฐมนตรี ได้มอบรางวัลผู้สูงอายุแห่งชาติ ประจำปี 2569 แก่นายสุทธิชัย หยุ่น , รางวัลครอบครัวร่มเย็นด้านผู้มีชื่อเสียง ”ครอบครัวกิจเจริญ“ และรางวัลจังหวัดต้นแบบการขยายผลโรงเรียนผู้สูงอายุครบทุกตำบล (1 ตำบล 1 โรงเรียนผู้สูงอายุ) แก่ จ.นครราชสีมา หนองบัวลำภู และพะเยา
โดย รมว.พม. กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อผู้สูงอายุ ซึ่งเปรียบเสมือนคลังปัญญาอันทรงคุณค่า เป็นผู้สั่งสมประสบการณ์ถ่ายทอดองค์ความรู้ และเป็นศูนย์รวมจิตใจของครอบครัวและชุมชน รวมทั้งสถาบันครอบครัวถือเป็นรากฐานสำคัญของสังคมไทย ภายใต้บริบทของสังคมไทยที่กำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ รัฐบาลจึงมุ่งส่งเสริมสวัสดิการ และพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อครอบครัว และผู้สูงอายุในทุกมิติ เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี มีคุณค่า และเป็นพลังสำคัญของประเทศ โดยการจัดงานในครั้งนี้ ภายใต้แนวคิด “ก้ม กราบ กอดผู้สูงวัย สร้างครอบครัวไทยเข้มแข็ง” ทำให้สังคมตระหนักถึงการแสดงความกตัญญูกตเวทีต่อผู้สูงอายุ พร้อมทั้งส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น นำไปสู่สังคมที่อบอุ่น ปลอดภัย และมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน
จากนั้น นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถาบันครอบครัวเป็นรากฐานสำคัญของชีวิต เป็นสถานที่สืบสานความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมประกอบกันเป็นตัวตนของแต่ละคน มาหลอมรวมกันในสังคมจนเกิดเป็นอัตลักษณ์ของชาติ หากสถาบันครอบครัวมีความแข็งแรงประเทศชาติก็จะแข็งแรง ตรงกันข้ามหากสถาบันครอบครัวอ่อนแอคงยากที่จะสร้างประเทศไทยให้เข้มแข็ง ครอบครัวจึงมีความสำคัญกับชีวิตของทุกคน ที่สำคัญคือผู้ใหญ่หรือผู้สูงวัยล้วนแต่เคยเป็นผู้ปกครองพวกเราทุกคน ถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการส่งต่อเรื่องราวความคิดความเชื่อความอบอุ่นให้แก่คนรุ่นหลัง แต่เป็นที่น่าเสียดายว่าในโลกยุคปัจจุบันช่องว่างระหว่างคนแต่ละช่วงวัยมีมากขึ้นเรื่อยๆ ปู่ย่าตายายกับคนรุ่นใหม่บางครั้งพูดกันคนละภาษา แต่ความสัมพันธ์ในเรื่องของการเคารพนับถือกันยังมีอยู่ แต่ความห่างเหินอาจทำให้สายสัมผัสไม่เหมือนเดิม
นายกฯ กล่าวว่า การจัดงานวันผู้สูงอายุแห่งชาติหรือวันครอบครัว สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลที่ให้ความสำคัญต่อการส่งเสริม และพัฒนาสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อครอบครัว และผู้สูงอายุในทุกมิติ เพื่อให้สังคมผู้สูงอายุยังเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ แนวคิดก้มกราบกอดผู้สูงวัยสร้างครอบครัวไทยเข้มแข็งจะทำให้เห็นภาพ ว่าบางครั้งการสานสัมพันธ์ในครอบครัวเริ่มต้นจากสิ่งง่ายๆเหล่านี้ เราอาจคิดว่าไม่สำคัญ แต่ในยุคที่พวกเราต่างถือมือถือกันคนละเครื่อง สิ่งเหล่านี้จะทำให้ความอบอุ่น และความผูกพันในอดีตที่เคยได้รับกลับมาสู่ความทรงจำอีกครั้ง
นายกฯ กล่าวด้วยว่า เนื่องในโอกาสแห่งความสุข และความอบอุ่นนี้ ขอกราบอำนวยพรให้ท่านผู้สูงวัยทุกท่านมีสุขภาพแข็งแรง มีความสุข และมีคุณภาพชีวิตที่ดี ขอให้ทุกครอบครัวเปี่ยมไปด้วยความรักความอบอุ่น และความสามัคคี ที่พูดมาก็เหมือนให้พรตัวเอง เพราะปีนี้ก็เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มเดียวกับพวกท่านเหมือนกันคือวัยเกษียณ 60 ปีแล้ว คำว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขน่าจะมีความหมายกับพวกเรามากยิ่งขึ้น ตนเดินเข้ามานึกว่าเป็นงานเยาวชนไม่ได้รู้สึกว่าเดินเข้ามาในงานเป็นสังคมผู้สูงวัย อยากก้มกราบกอดทุกท่าน เพราะกริยาท่าทางแบบนี้จะทำให้เรามีความรักความผูกพันอบอุ่นซึ่งกันและกัน ไม่มีอะไรดีไปกว่าการที่เราได้แสดงความในใจออกมาด้วยการกอดกัน และการแสดงความเคารพนับถือกันด้วยการกราบ ซึ่งจริงๆก็คือการไหว้
“สังคมไทยถ้าเราไม่มั่นใจก็เรียกพี่ไว้ก่อน ถือเป็นค่านิยมที่ดีสอดคล้องกับแนวคิดของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งสำคัญเป็นวัฒนธรรม และค่านิยมที่ดีที่ถูกปลูกฝังกันมา อีกไม่กี่วันเราจะได้มีความสุขกันในครอบครัว รัฐบาลในอดีตกำหนดให้ทั้งวันที่ 13 และ 14 เม.ย. เป็นวันครอบครัว และวันผู้สูงอายุ ต้องถือว่าเป็นวันที่คนไทยทุกคนมีความสุข ถ้าเป็นภาษาวัยรุ่นเรียกว่าชาร์จแบตเตอรี่ เพราะต่างคนต่างมีภารกิจหน้าที่การที่ได้มาพบกับคนที่เรารักคนที่นับถืออยากเจอถือเป็นการเติมพลัง เพื่อที่หลังจากนั้นจะได้มาร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้าต่อไป เรามีปัญหาเยอะแยะมากมาย เพราะเราเป็นประเทศเป็นสังคมที่ใหญ่ แต่สิ่งสำคัญคือเรามีพลังมีความสามัคคีกันมากเพียงพอที่จะฟันฝ่าปัญหาอุปสรรคไปด้วยกันหรือไม่ สำหรับตนคำตอบคือเราสามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านี้ไปได้แน่นอนถ้าเราร่วมมือร่วมใจกัน“ นายกฯ กล่าว

