หน้าแรก การเมือง ‘อนุทิน-ณัฐพง...

‘อนุทิน-ณัฐพงษ์’ ศึกแถลงนโยบายรัฐบาล

10.04.26 | 08:42 น.

หมายเหตุ – นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย อ่านคำแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา ขณะที่นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้ลุกขึ้นอภิปรายเป็นคนแรก ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ 1 ที่อาคารรัฐสภา เมื่อวันที่ 9 เมษายน

อนุทิน ชาญวีรกูล
นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย

หลักการบริหารราชการแผ่นดิน และนโยบายสำคัญของรัฐบาล จะยึดหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ การพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์, ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และสุดท้ายคือ ยึดมั่นในหลักนิติธรรม การบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม และการบริหารราชการแผ่นดินบนพื้นฐานของธรรมาภิบาลเพื่อประโยชน์ของประชาชน

ช่วงที่ผ่านมา รัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินภายใต้สถานการณ์ความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และภูมิรัฐศาสตร์โลก โดยได้ดำเนินการขับเคลื่อนนโยบายสำคัญเร่งด่วน “ควิกบิ๊กวิน” ที่สำคัญหลายเรื่อง รวมถึงการจัดทำประชามติ เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญตามขั้นตอนที่ถูกต้อง

Advertisement

นอกจากนี้ ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ใช้ความพยายามในการบริหารจัดการผลกระทบ อันสืบเนื่องมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งอย่างรุนแรงในภูมิภาคตะวันออกกลาง ทำให้ปริมาณน้ำมันดิบ และก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกลดลงสวนทางกับความต้องการ จนเกิดความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง และราคาพลังงาน

สถานการณ์นี้ ไม่อาจคาดหมายได้ว่าจะสิ้นสุดลงเมื่อใด ดังนั้น รัฐบาลจะเร่งดำเนินการตามนโยบาย โดยบริหารทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง ควบคู่กับการพลิกวิกฤตของโลกให้เป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ ด้วยการจูงใจให้บริษัทต่างชาติตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคในประเทศไทย และเจรจากับประเทศคู่ค้า เพื่อเพิ่มตลาดส่งออกสินค้าเกษตร และอาหารแปรรูป เป็นการตอกย้ำบทบาทของไทยในการเป็นศูนย์กลางความมั่นคงทางอาหารของโลก

ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งจัดทำพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2570 และจะปรับลดรายจ่ายหน่วยงานของรัฐที่ไม่จำเป็น และไม่ตอบโจทย์ในการแก้ไขปัญหาประเทศ

จากการประเมินฉากทัศน์การพัฒนาประเทศในระยะต่อไป วันนี้ ประเทศไทยอยู่ในจุดที่กำลังเผชิญกับภัยที่ล้วนเป็นแรงกดดัน และบั่นทอนศักยภาพการเติบโตให้ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ทั้งภัยด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านสิ่งแวดล้อม และด้านความมั่นคง ดังนั้น รัฐบาลจะมุ่งดำเนินการต่อยอดการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ควบคู่กับการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ให้ปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงกติกาใหม่ และอำนาจของโลกที่ยังไม่มีความแน่นอนได้อย่างยืดหยุ่น และเติบโตได้อย่างเต็มศักยภาพ เพื่อนำความกินดีอยู่ดี และสร้างความสงบสุขให้คนไทย

รัฐบาลจึงกำหนดนโยบายสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ, ด้านการต่างประเทศและความมั่นคง, ด้านสังคม, ด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม และด้านการบริหารภาครัฐการปฏิรูปกฎหมาย ที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วนของประเทศ ควบคู่กับการสร้างโอกาสในการนำพาประเทศให้มีความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่น และความสุขให้กับประชาชน ผ่าน 23 ข้อ ประกอบด้วย

1.สร้างโอกาสเริ่มต้นและเติบโตอย่างทั่วถึงให้กับทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพให้กับคนไทย 2.ปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้เติบโต แข่งขันได้อย่างยั่งยืน 3.เชื่อมไทยสู่เศรษฐกิจโลก สร้างพันธมิตรการค้า 4.เปลี่ยนผ่านจากเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม ไปสู่การเกษตรแม่นยำ เกษตรมั่นคง และยั่งยืน 5.สร้างไทยเป็นจุดหมายการเดินทางสำคัญในภูมิภาค ยกระดับภาคท่องเที่ยวจากเน้นปริมาณไปสู่การสร้างมูลค่าสูง 6.เร่งเสริมสร้างสถานะและความเชื่อมั่นต่อไทยในเวทีโลก

7.เสริมสร้างเสถียรภาพ 8.ขับเคลื่อนการทูตเศรษฐกิจที่ขยายโอกาสให้ประชาชน และธุรกิจไทยผ่านการบูรณาการการทำงานในลักษณะ “ทีมประเทศไทย” 9.ส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบ และการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศในภูมิภาค เช่น มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิกบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา ว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน (MOU 2544) ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

10.สร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต และทรัพย์สินของประชาชน เพื่อให้ประชาชนปลอดภัยจากอาชญากรรมในรูปแบบต่างๆ อาทิ ยาเสพติด การฉ้อโกง การก่อการร้าย การหลอกลวงทางไซเบอร์ การฟอกเงิน โดยการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ทบทวนนโยบายการตรวจลงตราเข้าเมือง (Free Visa) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับข้อตกลงระหว่างประเทศ 11.พัฒนาระบบการป้องกันประเทศ และพัฒนาศักยภาพของกองทัพให้มีความพร้อม เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทความมั่นคงทั้งในปัจจุบันและอนาคต 12.พัฒนาระบบทหารอาสาและการปฏิรูประบบเกณฑ์ทหาร

13.เรียนฟรีมีจริง เรียนฟรีมีงานทำ และเรียนรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา 14.พัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้สามารถรักษาทุกที่ได้ทันที 15.เสริมสร้างสถาบันครอบครัว อันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม และสร้างชุมชนเข้มแข็งเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรไทย 16.บริหารจัดการน้ำและป้องกันภัยพิบัติอย่างเป็นระบบ 17.พัฒนาระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ 18.ผลักดันให้ประเทศบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ภายในปี 2593

19.การอนุรักษ์และใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างมีคุณค่าและสมดุล 20.ราชการทันใจเปลี่ยนผ่านสู่ระบบดิจิทัลอัจฉริยะอย่างเป็นธรรม 21.ปฏิรูประบบราชการ เสริมสร้างวินัยทางการเงินและการคลังของรัฐอย่างเป็นระบบ 22.การพัฒนากฎหมายเพื่อให้ประชาชนมีชีวิตที่ดีขึ้น และ 23.แก้ปัญหาคอร์รัปชั่นเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง

ความท้าทาย และความผันผวนที่ประเทศกำลังเผชิญในวันนี้ และอนาคตอันใกล้เป็นความจริงที่ต้องยอมรับ หากเราหยุดนิ่ง จะยิ่งทำให้ประเทศถดถอย รัฐบาลพร้อมที่จะเติมเต็ม และทุ่มเทกำลังที่มีอยู่อย่างเต็มความสามารถ เพื่อแก้ปัญหาปากท้องของประชาชน และนำพาประเทศสู่การพัฒนาที่เต็มศักยภาพ เพื่อให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วม และเป็นพลังขับเคลื่อนการเติบโตของประเทศในระยะยาว

โดยจะทำทุกวิถีทาง เพื่อขับเคลื่อนให้ประเทศไทยมั่นคงจากภายใน คนไทยตั้งตัวได้ เศรษฐกิจแข่งขันได้ และโลกเชื่อมั่นประเทศไทย

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ
ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน

หลังจากที่ได้ฟังคำแถลงนโยบายของรัฐบาลโดยนายกฯจบ มีความรู้สึกอย่างไร รู้สึกมีความหวัง มองเห็นอนาคตของตนเองควบคู่ไปกับอนาคตของประเทศ ตามที่นายกฯได้ฉายให้พวกเราเห็นหรือไม่ ถ้าไม่ เป็นเพราะอะไร การอภิปรายของผม จึงจะเป็นการตั้งข้อสังเกตต่อคำแถลงนโยบาย ซึ่งจะทำให้ทุกคนรู้สาเหตุชัดเจนมากขึ้น

รัฐบาลชุดนี้ น่าจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพมากที่สุดชุดหนึ่งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ที่ไม่ได้มาจากคณะปฏิวัติรัฐประหาร เพราะรัฐบาลชุดนี้ สามารถคุมอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จ ทั้งสภาบนและสภาล่าง รวมถึงองค์กรอิสระ ที่สามารถจัดสรรดุลอำนาจทุกอย่างได้อย่างลงตัว

เรียกได้ว่า รัฐบาลชุดนี้ แบ่งกันบูรณาการบริหารราชการแผ่นดินออกเป็น 5 คลัสเตอร์ แต่ไม่ได้เป็นแบบที่นายกฯได้แถลงไป เป็น 5 คลัสเตอร์ของกลุ่มอำนาจ ที่เกิดจากการรวมกันตั้งรัฐบาล และแบ่งสรรปันส่วนผลประโยชน์ได้อย่างลงตัว

คลัสเตอร์แรก คือ บรรดามุ้งการเมืองที่อดีตอาจเคยสังกัดอยู่พรรคการเมืองอื่น แต่การเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา ย้ายมาสู่เสื้อพรรคภูมิใจไทย หลักฐานปรากฏเด่นชัดว่า พรรคภูมิใจไทยในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่ไม่ได้หมายถึงจำนวน ส.ส.มากที่สุดในสภาผู้แทนราษฎร แต่เป็นพรรคการเมืองอันดับ 1 ที่มี ส.ส.ย้ายพรรค แล้วชนะการเลือกตั้งมาอยู่ในสภามากเป็นอันดับ 1 การจัดตั้งรัฐบาลโดยใช้วิธีการรวมอำนาจจากมุ้งต่างๆ นี้ ทำให้เราเห็นโฉมหน้าคณะรัฐมนตรีจากบ้านสงขลา ชลบุรี และสุพรรณบุรี

คลัสเตอร์ที่ 2 คือ พรรคการเมืองอันดับ 2 ที่ร่วมรัฐบาลยอมขายวิญญาณตนเอง เพราะไม่สามารถต่อรองกับพรรคภูมิใจไทยได้ ยกตัวอย่าง สมการทางการเมือง หากพรรคการเมืองอันดับ 2 ขู่ถอนตัวออกจากพรรคร่วมรัฐบาล สิ่งที่พรรคภูมิใจไทยทำได้ ไม่ต้องมีข้อกังวลใจจากปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลเสียงข้างมาก 290 กว่าเสียง สามารถดึงพรรคการเมือง ที่ปัจจุบันอยู่ในพรรคฝ่ายค้านไปร่วมรัฐบาลได้ทันที กลายเป็นรัฐบาล 270 กว่าเสียง ก็ยังคงเป็นเสียงข้างมากในสภา เกิดปัญหาการรวมขั้วจัดตั้งรัฐบาล

คลัสเตอร์ที่ 3 ส่วนสำคัญที่ทำลายล้างอำนาจต่อรองพรรคการเมืองอันดับ 2 คือ พรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ ประมาณ 20 กว่าเสียง เป็นดุลอำนาจสำคัญที่ทำลายอำนาจต่อรองของพรรคที่ตั้งใจจะไปร่วมรัฐบาลในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 2 หากปราศจากสิ่งเหล่านี้ ในการจัดตั้งรัฐบาลพรรคภูมิใจไทย จะไม่สามารถเดินยุทธศาสตร์ชักเข้าชักออก ดึงพรรคอื่นๆ เข้าร่วมรัฐบาลได้ตลอดเวลาเช่นนี้

คลัสเตอร์ที่ 4 บรรดาสมาชิกรัฐสภาที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง หรือองค์กรอิสระอื่นๆ ที่ได้รับการแต่งตั้งมาจากพวกเขาล้วนเป็น “ไพ่โจ๊กเกอร์” ที่พรรคภูมิใจไทยจะหยิบออกมาใช้เมื่อใดก็ได้

ใช้คุมเกมในการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้เป็นไปตามหน้าตาที่เขาอยากเห็น ใช้โจมตีฝั่งตรงข้ามแบบที่พวกผมกำลังโดนอยู่ในคดี 44 ส.ส. ใช้ปกป้องพวกพ้องตนเองก็ได้

ยกตัวอย่าง กรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้ง จ.สุพรรณบุรี เขต 2 ทั้งที่ยังมีข้อครหาอยู่เต็มประดา นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ไม่ตรงกับวันเลือกตั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ประชาชนยังมีข้อคูหากับหน่วยเลือกตั้งอื่นๆ ยังไม่ได้ตรวจสอบก็มีการรับรองผลการเลือกตั้งแล้ว รวมถึงคดีบาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง ที่ขณะนี้อยู่ในมือของศาลรัฐธรรมนูญ ไพ่ใบนี้สร้างเสถียรภาพให้กับรัฐบาล

คลัสเตอร์ที่ 5 บรรดากลุ่มคนบางกลุ่มในประเทศ ที่ต้องการรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป มีหน้าที่ให้ความคุ้มครองทุกคนที่อยู่ในค่ายรัฐบาลภูมิใจไทย คอยส่งสัญญาณบอกกลุ่มอื่นๆ ว่า มาเถอะอยู่ข้างนี้ ทำอะไรก็ไม่ผิด คนกลุ่มนี้ เป็นคนที่ถือตั๋วใบที่ 2 ให้สัญญาณแก่พรรคภูมิใจไทยในคืนก่อนวันเลือกตั้ง

การบริหารราชการแผ่นดินโดยการแบ่งเป็น 5 คลัสเตอร์ ไม่ได้มีประชาชนอยู่ในสมการ การจัดตั้งรัฐบาลชุดนี้ เมื่อเริ่มต้นจากดีลของกลุ่มอำนาจต่างๆ ที่ผลประโยชน์ลงตัว การจัดตั้งรัฐบาลก็ลงตัว ไม่เห็นเจตจำนง หรือวาระที่จะผลักดันร่วมกันในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล หลังฟังนายกฯ แถลงนโยบาย 23 ข้อจบ ผมจึงไม่รู้สึกว่ากำลังจะมีอนาคตร่วมกับอนาคตของประเทศ

ช่วงต้น นายกฯวางหลักการที่ท่องเหมือนคาถา 3 ข้อ ข้อแรกจะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันหลักของชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ข้อสองคือ การยึดมั่นในระบอบการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ข้อสาม ยึดมั่นในหลักนิติธรรมบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรมและเสมอภาค ซึ่งไม่ว่าพรรคการเมืองใด รวมถึงพรรคประชาชน หากได้เป็นรัฐบาลก็ต้องยึดถือเป็นหลักปฏิบัติ แต่สิ่งที่ประชาชนอยากได้ยิน คือ รัฐบาลโดยการนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จะพาประเทศไปในทิศทางใด

ผมฟังคำแถลงนโยบายของนายกฯจบ 1 ชั่วโมงกว่า ยังไม่เห็นทิศทางที่ชัดเจน ยังไม่เห็นพันธกิจ หรือเจตจำนงร่วมกันของรัฐบาลชุดนี้ ตกลงแล้วอะไรคือ วาระของประเทศ ที่แต่ละพรรคตกลงร่วมกันในการตั้งรัฐบาล ยกตัวอย่าง การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การแสดงออกทางการเมือง ไม่เห็นการให้น้ำหนักหรือบรรจุอยู่ในคำแถลงนโยบาย จึงขอสอบถามพรรคร่วมรัฐบาลว่า เจตจำนงทางการเมืองความเป็นนักประชาธิปไตยอยู่ตรงไหน ทำไมถึงไม่ปรากฏในเอกสารฉบับนี้

คิดว่าปัญหาใหญ่สุดในประเทศอาจไม่ใช่วิกฤตภายนอก แต่คือวิกฤตภายใน เพราะไม่ว่าเราจะเจอวิกฤตภายนอกที่รุมเร้าเข้ามาขนาดไหน แต่ถ้ารัฐบาลอยู่เคียงข้างประชาชน เราพอจะมีหลักยึดได้บ้าง สำหรับวิกฤตเศรษฐกิจและน้ำมัน วิกฤตสังคม เครือข่ายทุนเทาสแกมเมอร์ วิกฤตความมั่นคง เช่น ความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน วิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาฝุ่นข้ามพรมแดน ทุกวิกฤตเกี่ยวข้องกับคนในประเทศเราทั้งสิ้น แต่สิ่งที่รัฐนี้ปกป้องเสมอมา คือ ไม่เลือกปกป้องประชาชนก่อน แต่เลือกปกป้องคนที่อยู่ใกล้ชิดกับรัฐบาลก่อน

ยกตัวอย่างวิกฤตน้ำมัน จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ มีดุลอำนาจลงตัว มีดุลอำนาจทางการเมือง ได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงเพิ่มขึ้นหรือไม่ เชื่อมั่นหรือไม่ว่า รัฐบาลที่มีอยู่ จะใช้โรงกลั่นน้ำมันในประเทศ กำกับดูแลค่ากลั่นน้ำมันให้มีความเหมาะสม สะท้อนกับต้นทุนจริง ไม่ได้เอารัดเอาเปรียบประชาชน ในขณะนี้วิกฤตฝุ่น PM2.5 ที่เราสูญเสียอาสาสมัครดับไฟป่าเป็นทุกปี ประชาชนนับล้านได้รับผลกระทบ รัฐบาลที่มั่นคงได้ทำให้ประชาชนรู้สึกมั่นคงหรือไม่ว่า ท่านพร้อมใช้กลไกที่มีอยู่เพื่อผ่านกฎหมายอากาศสะอาดโดยเร็ว ไม่ใช่ใช้ไพ่โจ๊กเกอร์ในมือเพื่อกุมอำนาจของรัฐบาล

ด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จที่นายกฯมีในมือ หากรัฐบาลประสงค์จะทำสิ่งใด เชื่อว่าสามารถทำได้จนประสบผลสำเร็จ อยู่ที่ความแน่วแน่ และความกล้าหาญทางการเมือง เป็นสิ่งที่ตนเองและประชาชนกำลังมองหาจากตัวนายกฯและ ครม.ทุกคน สิ่งที่พวกเราต้องการคือ รัฐบาลที่จะเข้าไปทำให้สิ่งที่ถูกกลายเป็นสิ่งที่ผิด ไม่ได้ต้องการทำสิ่งผิดให้เป็นสิ่งถูก วิกฤตภายในที่เกิดขึ้นคือ สถานการณ์ที่กลุ่มคนผู้มีอำนาจในประเทศพยายามจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษาระเบียบเดิมให้คงอยู่ต่อไป

สำหรับการอภิปรายของพรรคประชาชน 2 วัน ต่อจากนี้ จะเป็นเวทีที่ทำให้ทุกคนเห็นว่า สิ่งที่ประเทศกำลังมองหา อาจจะไม่ได้อยู่ในเล่มคำแถลงนโยบาย แต่คือ รัฐบาลที่ไม่ได้เลือกจะรักษาระเบียบเดิม แต่เลือกที่จะสร้างอนาคตใหม่ให้กับประชาชน

พอได้แล้วกับระบบพวกพ้อง การแสวงหาผลประโยชน์ให้กับกลุ่มพวกตน ไม่ไหวแล้ว กับวิกฤตรอบด้านที่ประชาชนต้องแบกรับ เริ่มได้แล้ว กับการเมืองของประชาชนของพวกเราทุกคน