“หมอวี” แนะ “รัฐบาล” รื้อระบบบอร์ด สปสช. ชี้มีปัญหาเรื่องธรรมาภิบาล กลุ่มอิทธิพลแฝงตัวหาประโยชน์ แฉบางคนในบอร์ดนั่งยาวถึง 21 ปี พร้อมเสนอบรรจุการสร้างเสริมสุขภาพในนโยบายด้วน เหตุคนไทยกำลังเผชิญโรคNCD 14 ล้านคน ตายปีละ 4แสน
เวลา 18.50 น. เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่รัฐสภา ในการประชุมรัฐสภาเพื่อพิจารณาคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี(ครม.) น.พ.วีระพันธ์ สุวรรณนามัย ส.ว. อภิปรายนโยบายรัฐบาลว่า ตนได้อ่านร่างนโยบายของรัฐบาลที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของคนไทย แต่ในนโยบายฉบับนี้ไม่มีคำว่าสร้างเสริมสุขภาพอย่างชัดแม้แต่คำเดียว ในข้อ14 กล่าวถึงการพัฒนาระบบประกันสุขภาพของคนไทยให้รักษาได้ทุกที่ รวมถึงสร้างความสมดุลระหว่างการรักษา สุขภาพเชิงป้องกันและการรักษาพยาบาลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ แต่ปรากฏว่าในภาพรวมยังไม่เห็นคำว่าการสร้างเสริมสุขภาพ ตนอยากเสนอให้รัฐบาลยกระดับความสำคัญของการป้องกันโรคและการสร้างเสริมสุขภาพกำหนดไว้ในนโยบายอย่างชัดเจนเพื่อดำเนินการต่อไป
น.พ.วีระพันธ์ กล่าวว่า รมว.สาธารณสุข เพิ่งให้ข่าวเมื่อวันที่ 6 เม.ย.ที่ผ่านมาว่าคนไทยกำลังเผชิญกับภาวะโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือNCD อย่างหนัก ซึ่งมีประชาชนคนไทยเป็นโรคนี้อยู่ 14 ล้านคน และเสียชีวิตถึงปีละ 4 แสนคน ซึ่งเป็นทั้งภาระต่อการบริการของโรงพยาบาลทั่วประเทศ และเป็นภาระต่องบประมาณประเทศด้วย หากเราจะแก้ปัญหาความเจ็บป่วยของประชาชน ที่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้ เราจึงต้องหันกลับมาดูนโยบายควบคุมปัจจัยเสี่ยง 4 ประการ คือเราต้องลดจำนวนคนสูบบุหรี่ลง คนดื่มสุราลงให้ได้ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ เพิ่มการออกกำลังกาย ทำแค่ 4 อย่างนี้ประชาชนคนไทยจะแข็งแรงขึ้น จึงขอฝากการสร้างเสริมสุขภาพอยู่ในนโยบายรัฐบาลด้วย
นพ.วีรพันธ์ กล่าวว่า เรื่องการปรับปรุงการบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพ ประเด็นนี้เป็นประเด็นสำคัญ เพราะระบบบัตรทองหรือ สปสช. ดูแลประชาชนถึง 47 ล้านคน งบประมาณในส่วนนี้เกือบ 3 แสนล้านบาท เราจะไม่สามารถ ปุ่มหลักประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพได้เลยห้ากระบวนการในการคัดเลือกผู้ที่จะมาบริหารจัดการระบบประกันสุขภาพนี้ถูกตั้งคำถามในเรื่องของธรรมาภิบาลภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพปี 2545 มีการออกแบบโครงสร้างให้มีสองกรรมการใหญ่คือคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบอร์ดสปสช.และ คณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานการรักษา 2 บอร์ดนี้มีหน้าที่คานอำนาจกัน แบ่งส่วนกันระหว่างการบริหารจัดการการเงิน และการควบคุมมาตรฐานการรักษา แต่ในบอร์ดนี้กลับมีปัญหา ซึ่ง 22 ปีที่ผ่านมา พบข้อเท็จจริงที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง คือกลุ่มบุคคลกลุ่มเดิมยังวนเวียนอยู่ใน สปสช.มาอย่างยาวนาน จนต้องตั้งคำถามเกี่ยวกับธรรมาภิบาล
“อย่างน้อยมี 30 รายชื่อ ที่เคยอยู่ทั้งบอร์ดสปสช. และบอร์ดคุณภาพสลับไปสลับมา มีอย่างน้อย 10 รายชื่อที่ดำรงตำแหน่งในบอร์ดยาวนาน 15 ปี สปสช.มีอายุ 22 ปี คนเดิม 10 กว่าคนอยู่มา 15 ปี และมีบางคนอยู่มา 21 ปี มีปีเดียวที่ไม่ได้เป็นบอร์ดสปสช. ซึ่งผมไม่ได้นับอนุ พอดูรายละเอียดพบสิ่งที่น่ากังวล ขอยกตัวอย่างเพียงคนเดียว ที่เป็นเอ็นจีโอด้านการเกษตร อยู่บอร์ดสปสช. 8 ปี เมื่อครบวาระเปลี่ยนไปเป็นเอ็นจีโอด้านHIV และกลับมาเป็นบอร์ดคุณภาพอีก 4 ปี ต่อจากนั้นคนเดิมยังไปอยู่ในบอร์ดสปสช. อีก6 ปี รวมระยะเวลาอยู่ในบอร์ด 18 ปี” นพ.วีระพันธ์ กล่าว
นพ.วีระพันธ์ กล่าวต่อว่า ปรากฏการณ์แบบนี้มีหลายบุคคล ซึ่งแปลว่าเปลี่ยนเป็นเอ็นจีโอแล้วเปลี่ยนเป็นบอร์ดก็ทำได้ คำถามคือ สปสช. มีกระบวนการแต่งตั้งอย่างไรทำให้มีผู้ดำรงตำแหน่งยาวนาน ทั้งที่กฎหมายสปสช. กำหนดให้มีวาระ 4 ปี อยู่ได้ 2 สมัยติดกัน คือ 8 ปี แสดงว่ามีช่องทางบางอย่าง ที่ หยุดพัก แล้วย้ายไปอีกบอร์ดเพื่อเลี่ยงข้อกฎหมาย ทั้งนี้สถาบันวิจัยทีดีอาร์ไอ ออกรายงานเดือน ก.ค. 2568 บอกว่าสปสช. มีช่องโหว่ความโปร่งใส เสนอให้ทบทวนปรับบอร์ดโครงสร้าง เพื่อให้กองทุนยั่งยืน
“ผมขอตั้งคำถามถึงนายกฯ และ รมว.สาธารณสุข จะเริ่มต้นนโยบายปรับปรุง การบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพให้มีประสิทธิภาพได้อย่างไร หากบอร์ด สปสช. มีคำถามเรื่องธรรมาภิบาล” นพ.วีระพันธ์ กล่าว


