หน้าแรก การเมือง พระปกเกล้าโพล...

พระปกเกล้าโพล ชี้ อยากเห็นฝ่ายค้านจับมือรบ.ฝ่าวิกฤต หนุนลดค่าครองชีพ

10.04.26 | 11:54 น.
รัฐบาล

พระปกเกล้าโพล ชี้ อยากเห็นฝ่ายค้านจับมือรบ.ฝ่าวิกฤต หนุนลดค่าครองชีพ

 

เมื่อวันที่ 10 เมษายน สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “บทบาทฝ่ายค้านและแนวทางการลดผลกระทบทางเศรษฐกิจในวิกฤตสงครามที่ประชาชนอยากเห็น” ครั้งที่ 16 จัดทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27-30 มีนาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้

1. ในสถานการณ์วิกฤตจากสงครามเช่นนี้ ท่านคิดว่าฝ่ายค้านควรมีบทบาทแบบใดมากที่สุด พบว่า 43.3% อยากเห็นฝ่ายค้านร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ และตรวจสอบควบคู่กันไป รองลงมา 22.4% อยากเห็นฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลอย่างเข้มข้น เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการใช้อำนาจ, 19.1% เสนอแนวทางทางเลือกเชิงนโยบายที่ชัดเจน มากกว่าการวิจารณ์รัฐบาล, 12.5% ลดความขัดแย้งทางการเมืองชั่วคราว เพื่อให้ประเทศผ่านวิกฤตก่อนได้ และ 2.7% ไม่แน่ใจ
ประชาชนเกือบครึ่ง ไม่ได้ต้องการฝ่ายค้านที่หยุดตรวจสอบรัฐบาล แต่ต้องการฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะทางการเมือง และรับผิดชอบต่อสถานการณ์ของประเทศในยามวิกฤต คาดหวังให้ฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ ช่วยประเทศเดินหน้าต่อได้ โดยยังคงบทบาทตรวจสอบอำนาจรัฐไว้

2. ทุกภาคประสานเสียงอยากเห็นฝ่ายค้านทำหน้าที่อย่างสมดุล ไม่เติมวิกฤตด้วยความขัดแย้ง ใต้-อีสาน นำโด่ง ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มหลักไปในทิศทางเดียวกัน คือ ต้องการให้ฝ่ายค้านร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศและตรวจสอบควบคู่กันไป โดยภาคใต้สูงสุด ถึง 49.1% รองลงมาใกล้เคียงกัน คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 44.4%

โดยความคาดหวังต่อฝ่ายค้านในยามวิกฤตร่วมกัน คือ ประชาชนต้องการ ฝ่ายค้านที่มีความรับผิดชอบและไม่ทำให้เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต ด้วยความขัดแย้งทางการเมือง แม้ภาคใต้และภาคอีสาน ซึ่งมีฐานเสียงที่สนับสนุนขั้วการเมืองค่อนข้างต่างกัน แต่กลับมีจุดร่วมทางความคิดในเรื่องนี้สูงที่สุด สะท้อนว่า เมื่อเป็นเรื่องความอยู่รอดที่จำเป็น อุดมการณ์ทางการเมืองอาจถูกให้ความสำคัญเป็นรองกว่า คนในพื้นที่ต่างต้องการให้ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากันเพื่อแก้ปัญหาปากท้องอย่างแท้จริง

Advertisement

3. หนุนรัฐพยุงค่าครองชีพและค่าเดินทางช่วงสงกรานต์นำโด่ง แต่ละภาคคาดหวังต่างกัน ภาพรวมอยากเห็นแผนพลังงานต้องชัด ลดค่าครองชีพต้องไว โดย 76.1% ค่อนข้างเห็นด้วย-เห็นด้วยอย่างยิ่ง ที่รัฐบาลควรออกมาตรการชั่วคราวในช่วงสงกรานต์ เช่น พยุงราคาพลังงาน เพิ่มเที่ยวเดินทาง, ลดภาระค่าเดินทาง รองลงมา คือ 17.4% ไม่ค่อยเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างยิ่ง และ 6.5% ไม่แน่ใจ

ปัจจัยที่สร้างความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลมากขึ้น ในการรับมือวิกฤตเศรษฐกิจจากสงครามในตะวันออกกลาง คือ การมีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน 27.0% รองลงมา คือ มีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว 23.0%, มีทีมเศรษฐกิจน่าเชื่อถือและตัดสินใจรวดเร็ว 17.1%, สื่อสารข้อมูลตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง 16.8% และไม่แน่ใจ ไม่สามารถตอบได้ 16.1%

เมื่อแยกปัจจัยสูงสุดตามภูมิภาค ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 34.2% จะเชื่อมั่นมากขึ้นหากรัฐบาลมีแผนรับมือด้านพลังงานที่ชัดเจน ส่วนภาคเหนือ 28.5% และภาคใต้ 27.1% จะเชื่อมั่นมากขึ้นหาก มีมาตรการช่วยค่าครองชีพที่เห็นผลเร็ว ขณะที่ กรุงเทพฯ 28.8% จะเชื่อมั่นมากขึ้นหากรัฐบาล สื่อสารข้อมูลตรงไปตรงมาและต่อเนื่อง ภาคกลาง 29.8% และภาคตะวันออก 25.6% ระบุว่าไม่แน่ใจ

สถาบันพระปกเกล้าโพล

ทั้งนี้ ประชาชนถึงกว่า 3 ใน 4 ให้ความสำคัญอย่างมากกับมาตรการเฉพาะหน้าที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายที่กระทบชีวิตจริง โดยเฉพาะในช่วงสงกรานต์ซึ่งเป็นช่วงที่ประชาชนต้องแบกรับภาระเพิ่มขึ้นอยู่แล้ว สะท้อนความกังวลต่อผลกระทบด้านค่าครองชีพอย่างชัดเจน ขณะที่ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลในยามวิกฤตจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อรัฐแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารที่เป็นรูปธรรม ทั้งผ่านแผนรับมือที่ชัดเจนและมาตรการช่วยเหลือที่เห็นผลรวดเร็ว อีกทั้งผลเชิงภูมิภาคยังชี้ว่า แม้ประชาชนทุกพื้นที่จะเผชิญความกังวลจากวิกฤตเศรษฐกิจร่วมกัน แต่ลำดับความสำคัญที่คาดหวังจากรัฐบาลยังแตกต่างกันไปในแต่ละพื้นที่

ผลสำรวจครั้งนี้สะท้อนว่า ในยามวิกฤตประชาชนไม่ได้ต้องการการเมืองที่ซ้ำเติมความขัดแย้ง แต่ต้องการทั้ง ฝ่ายค้านที่มีวุฒิภาวะ และ รัฐบาลที่รับมือได้จริง โดยฝ่ายค้านควรทำหน้าที่อย่างสร้างสรรค์ คือร่วมมือกับรัฐบาลในเรื่องที่จำเป็นต่อประเทศ พร้อมกับคงบทบาทตรวจสอบควบคู่กันไป ขณะเดียวกัน ประชาชนก็กำลังมองหาความเชื่อมั่นจากรัฐบาลทั้งในระดับยุทธศาสตร์และระดับปฏิบัติ

ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งออกมาตรการเฉพาะหน้าที่ช่วยลดภาระค่าครองชีพได้จริง พร้อมแสดงแผนรับมือด้านพลังงานอย่างชัดเจน และสื่อสารต่อสังคมอย่างตรงไปตรงมา เพราะความเชื่อมั่นในยามวิกฤตจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อประชาชนเห็นทั้งความตั้งใจและความสามารถในการบริหารที่เป็นรูปธรรม