ทวี แนะนายกฯ คุมกพช. กำหนดราคาน้ำมันเอง ชะลอเก็บภาษี-กองทุนช่วยประชาชน
พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง หัวหน้าพรรคประชาชาติ และสส.บัญชีรายชื่อ กล่าวในรายการเดลินิวส์ทอล์ก เรื่องนโยบายรัฐบาลที่จะปล่อยเสรีพลังงานว่า ตามรัฐธรรมนูญระบุว่าสาธารณูปโภค ที่รัฐต้องดูแลให้มีอย่างทั่วถึง หลักการสำคัญคือน้ำมัน ไฟฟ้า และอื่นๆ เป็นหน้าที่ของรัฐ ที่จะเข้ามาดำเนินการ ไม่ใช่เรื่องการค้าเสรี หรือกลไกตลาด ต้องทำใน 4 ประการ คือ 1.ดุแลให้มีออย่าลงทั่วถึง พัฒนาให้ยั่งยืน 2.รัฐจะให้เอกชนก็ได้ แต่้ต้องเป็นเจ้าของ 51 % 3. อย่าให้เก็บค่าใช้จ่ายกับประชาชนเกินสมควร และ 4. เมื่อเป็นสาธารณสมบัติแผ่นดิน ถ้าเอกชนไปดำเนินการก็ต้องตอบแทนรัฐอย่างเป็นธรรม ดังนั้นการบอกว่าค้าเสรี ประเทศอื่นอาจจะใช่ แต่ในไทยเป็นเรื่องของสวัสดิการ ในมาตรา 56 ของรัฐธรรมนูญ
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ประเทศไทยไม่มีน้ำมันดิบ แต่ก็มีโรงกลั่นถึง 6 โรง รวมๆแล้วสามารถผลิตได้วันละ 1.6 พันล้านลิตร ก็มีทั้งการใช้ในประเทศ และส่งออก ปัญหาคือตอนเริ่มต้น รัฐบาลบอกเรามีน้ำมันใช้ได้ 100 วัน หรือราวๆกลางเดือนมิ.ย. แสดงว่าน้ำมันดิบที่ซื้อมาซื้อในราคาวันนั้น ถ้าเรายึดว่าเป็นสาธารณูปโภค รัฐก็ต้องเข้าไปดูแล แ
หัวหน้าพรรคประชาชาติ กล่าวว่า เรามีกฎหมายเกี่ยวกับน้ำมัน 2 ฉบับ คือที่ตั้งคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ พ.ศ. 2535 หรือกพช. มีคน 19 คน มีรัฐมนตรี 14 คน เพื่อรับฟังจากหลายๆหน่วยงาน เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ และราคาน้ำมัน แต่วันนี้กลับคลาดเคลื่อน ไปตั้งกรรมการอีกคณะ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ให้อำนาจรมว.พลังงาน เข้ามาอยู่ในคณะนี้ ก็มีหน้าที่เสนอ แต่ก็ต้องไปเข้าชุดใหญ่
ซึ่งตามข้อมูลพบว่าคณะกรรมการชุดนี้ทำเกินที่กฎหมายกำหนด ไปกำหนดราคาน้ำมันเอง เป็นมติของกบง.เอง ทั้งที่กบง. เกิดขึ้นจากคำสั่งกพช. แล้วไปมีมติเมื่อ 20 เม.ย.2561 ให้ยึดราคาหน้าโรงกลั่นสิงคโปร์ อ้างว่าไทยไม่มีโรงกลั่น ซึ่งเป็นเรื่องเท็จ แล้วยังกำหนดราคาขายให้เริ่มต้นราคาเท่าไหร่ ทำให้สุดท้ายราคาถูกอ้างอิงที่สิงคโปร์
ทำให้แนวทางนี้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพราะกำหนดให้เป็นสาธารณูปโภคพื้นฐาน สุดท้ายก็ไปอ้างอิงราคาที่สิงคโปร์ ที่ทำโรงกลั่นเพื่อส่งออกนอกประเทศหมด ใช้ในประเทศนิดเดียว การบริหารพลังงานในภาวะเช่นนี้ รัฐต้องเข้ามาดูแล ให้โรงกลั่นอยู่ได้ อย่างค่าการกลั่น ก็ต้องบวกนิดหน่อย ให้อยู่ได้ แต่ไม่ใช่ปล่อยให้ขึ้นสูง
นอกจากนี้เรายังมีภาษีซ้ำซ้อน มีภาษีสรรพสามิต เข้ากองทุนน้ำมัน เข้ากองทุนรักษาสิ่งแวดล้อม ภาษีเทศบาล ไปถึงหน้าปั๊มมีภาษีมูลค่าเพิ่มอีก มันก็กลายเป็นภาษีซ้อน เป็นค่าใช้จ่ายที่ในภาวะปกติ ก็ไม่เป็นไร แต่เมื่อเป็นเช่นนี้ เวลาน้ำมันตลาดโลกลง ก็ลงยาก เพราะติดภาษีเยอะ
นายกฯไปใช้กฎหมายน้ำมัน 2516 ก็พอได้ แต่ก็ควรใช้กฎหมายเดิม ที่นายกฯเป็นหัวโต๊ะเอง แล้วจะได้กำหนดแนวทางที่ถูกต้องเหมาะสม อาจจะแยกกันว่าขายออกนอกประเทศอ้างอิงราคาหนึ่ง ขายในประเทศอ้างอิงอีกราคาหนึ่งก็ได้
“เราก็สนับสนุนรัฐบาล เพราะเป็นพรรคร่วม แต่ก็อยากให้นายกฯยึดหลักนิติธรรม ท่านนายกฯไม่ได้อยู่ในแวดวงพลังงาน แต่พลังงานมันซับซ้อนมาก ก็ต้องยึดกฎหมายเป็นหลัก เอาอำนาจกลับมาก่อน แล้วก็พิจารณาว่าทำให้เหมาะสม”พ.ต.อ.ทวีกล่าว
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า ข้อเสนอตอนนี้ ก็ต้องหยุดเก็บภาษีสรรพสามิต และเงินเข้ากองทุนน้ำมัน ให้ประชาชนอยู่ได้ เพราะประชาชนก็ต้องมีอาชีพ มันไม่ใช่แค่ราคาน้ำมัน แต่เป็นต้นทุนการประกอบอาชีพ ต้นทุนผลผลิตทางการเกษตร
พ.ต.อ.ทวี กล่าวว่า นอกจากนี้ยังต้องจัดการกับกลุ่มที่กักตุนน้ำมัน อย่างตรงไปตรงมา ตอนนี้ไม่มีใครทุกข์เท่ากับประชาชน ที่มีผู้ประกอบการกักตุนน้ำมัน

