‘สว.มณีรัฐ’ แนะ รัฐบาลยกปัญหาฝุ่นพิษเป็นวาระแห่งชาติ จี้ ครม.นำพ.ร.บ.อากาศสะอาดกลับมาถกในสภาภายใน 13 พ.ค. ลั่น ลมหายใจของปชช.ไม่อาจรอได้
เมื่อวันที่ 10 เมษายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) มี นายโส๓ณ ซาัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุม พิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา 162 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นวันที่สอง โดยแจ้งต่อที่ประชุมว่าวันแรกของการแถลงนโยบาย ใช้เวลาไป 17 ชม. เหลือเวลาในวันที่สอง 15 ชม.
จากนั้นเวลา 13.30 น. น.ส.มณีรัฐ เขมะวงค์ ส.ว. อภิปรายว่า ตนขออภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลในด้านภัยพิบัติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งตนเห็นว่ายังมีช่องว่างสำคัญที่ไม่ถูกพูดถึง ในนโยบายฉบับนี้ คือปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยอย่างรุ่นแรงและวนซ้ำทุกๆ ปี ประชาชนต้องจำนนต่อวิกฤตฝุ่น PM2.5 โดยเฉพาะในภาคเหนือที่ค่าฝุ่น พุ่งสูงถึง ม่วงเข้มเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างร้ายแรง เรายังต้องเจอกับปัญหา แหล่งน้ำปนเปื้อนสารพิษ จากการทำเหมืองแร่ที่ไร้ควบคุมนับร้อยแห่ง ในประเทศเพื่อนบ้าน สารพิษปนเปื้อนสู่แม่น้ำสาขารวมความยาวหลายร้อยกิโลเมตร ซึ่งไทยในฐานะประเทศปลายน้ำและใต้ลม จำต้องรับผลกระทบเพียงฝ่ายเดียว ทั้งนี้ มลพิษข้ามพรมแดนไม่เพียงกระทบต่อสุขภาวะและวิถีชีวิตของพี่น้องประชาชน แต่ยังกระทบต่อระบบสาธารณสุข เศรษฐกิจการท่องเที่ยว ความปลอดภัยทางอาหาร และความมั่นคงของรัฐ
น.ส.มณีรัฐ กล่าวต่อว่า ฉะนั้น ตนจึงขอให้รัฐบาลยกเรื่องนี้เป็นวาระแห่งชาติและดำเนินการแก้ไขผ่าน 3 แนวทางหลัก ดังนี้ 1.การขับเคลื่อนการทูต โดยรัฐบาลต้องยกระดับความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขที่ต้นเหตุ ใช้ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ได้มีการรับรองไปเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา เป็นเครื่องมือหลักในการกดดันและติดตามผลพร้อมทั้งทำแผนปฏิบัติการระดับชาติโดยนำวิกฤตในภาคเหนือเป็นต้นแบบในแก้ไขปัญหา
2.การบูรณาการข้อมูล เพื่อให้สอดรับกับนโยบายข้อ 16 ว่าด้วยการใช้บิ๊กดาต้าและเอไอรัฐบาลต้องมีระบบติดตามมลพิษข้ามพรมแดน และยกระดับธรรมาภิบาลข้อมูล หรือ Data Transparency การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะ เพื่อให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการประเมินและติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการกำหนดนโยบายแก้ไขปัญหาในพื้นที่
และ 3.การคุ้มครองสิทธิในสิ่งแวดล้อมรัฐบาลต้องแสดงความจริงใจ ตามนโยบายข้อ 18.4 เร่งผลักดันร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมที่สำคัญ นอกจาก พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยังมีร่าง พ.ร.บ.อากาศสะอาด ที่ตกไปในช่วงยุบสภา ขอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) นำกลับมาสู่กระบวนการพิจารณาภายใน 60 วัน หรือภายในวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ ทั้งนี้ ก็เพื่อกำกับดูแลมลพิษทางอากาศและคืนสิทธิขั้นพื้นฐานในอากาศสะอาดให้แก่ประชาชน เพราะลมหายใจของประชาชนไม่อาจรอได้ และย้ำว่า รัฐบาลไม่อาจบรรลุนโยบายสิ่งแวดล้อมได้ หากท่านยังมองข้ามปัญหามลพิษข้ามพรมแดนนี้ และตนจะติดตามการทำงานของรัฐบาลในประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าสิทธิขั้นพื้นฐานของคนไทยทุกคนจะได้รับการคุ้มครองอย่างแท้จริง

