วิกฤตเกิดขึ้นได้เสมอกับโลกที่ความไร้ระเบียบเป็นธรรมชาติ เพราะความแปรเปลี่ยนคือปกติที่ไม่มีใครควบคุมได้สำหรับสรรพสิ่งบนโลกใบนี้ ความแปรเปลี่ยนที่กระแทกในระเบียบที่สร้างไว้เดิมรุนแรงจนปรับตัวรับมือไม่ทัน คือวิกฤตที่เกิดขึ้นได้เสมอ เป็นทุกวิกฤตท้าทายสติปัญญาความรู้ ความสามารถ ว่าใครรับมือได้มากกว่ากัน และหมายรวมถึงในทุกวิกฤตพลิกเป็นโอกาสได้ทุกครั้งสำหรับคนมีสติปัญญา เพียงแต่ว่าจะใช้โอกาสนั้นเพื่ออะไร สร้างประโยชน์ส่วนตัว และพวกพ้อง หรือช่วยส่วนรวม
ทุกประเทศมีผู้นำ ผู้นำดีแค่ไหนขึ้นอยู่กับพลังคุณธรรมที่ควบคุมให้ใช้ความรู้ ความสามารถเพื่อเกื้อกูลส่วนรวมได้แค่ไหน
คุณธรรมไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่มีขึ้นด้วยเหตุปัจจัยที่แต่ละคนสะสมมา
สำหรับผู้ที่ไม่ได้สะสมปัจจัยแห่งคุณธรรมมากพอ เป็นธรรมดาที่ความคิด คำพูดและการกระทำจะถูกชักนำด้วย “ปมในใจ” ที่เกิดจากพฤติกรรมเก่าปลูกฝังเป็นความเคยชินขึ้นมา การแสดงออกด้วยปมในใจเมื่อเผชิญวิกฤตมักเริ่มที่ “ปกป้องตัวเอง เที่ยวโทษคนนั้นคนนี้ ลุกลี้ลุกลนที่จะกันตัวเองออกจากการที่ต้องรับผิดชอบ แต่พูดเยอะในทางอวดตัวเอง แต่กลับสะท้อนให้เห็นถึงการไม่ศึกษาข้อเท็จจริง จัดระเบียบเพื่อเรียบเรียงความคิดให้เป็นระบบไม่ได้ คุมสภาพการอธิบายไม่ได้”
ล่าสุดวิกฤตพลังงานจากสงคราม “อิสราเอล สหรัฐ-อิหร่าน” พิสูจน์ชัดเจนถึงภาวะผู้นำของประเทศที่ได้รับผลกระทบ
ผู้นำที่ทำความเข้าใจกับประชาชนเพื่อร่วมกันรับมือวิกฤตได้เคลียร์ที่สุดคือ ลอว์เรนซ์ หว่อง แห่งสิงคโปร์
ด้วยการเรียบเรียงเรื่องราวของสถานการณ์ง่ายๆ อธิบายอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากสถานการณ์โลกที่เกิดขึ้นเป็นอย่างไร ตามตัวจะกระทบต่อประเทศสิงคโปร์อย่างไร รัฐบาลเตรียมการรับมือด้วยเป้าหมายอะไร ด้วยมาตรการอย่างไรบ้าง ประชาชนและธุรกิจทุกกลุ่มควรปฏิบัติตัวอย่างไร พร้อมย้ำความเชื่อมั่นว่าความร่วมมือของทุกฝ่ายจะช่วยกันฟันฝ่าให้ก้าวพ้นวิกฤตไปได้ เหมือนที่เคยเป็นมาในทุกครั้ง
เพียงเท่านี้ ไม่มีความฟูมฟาย ดราม่า โทษนั่นโทษนี่ ไม่มีคำที่ปกป้องตัวเอง โอ้อวดถึงความเก่ง
แต่กลับสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้อย่างเต็มที่
เชื่อในคุณธรรมแห่งเจตจำนงว่าพร้อมรับมือเพื่อประเทศชาติ และประชาชน

