‘ณัฐชา’ ย้อน ‘ภท.’ ฝึกงาน 4 เดือนแล้ว แต่มาทิ้งกลางทาง ถามจะทิ้ง 20 ล้านเสียง รธน.หรือ แถมกินรวบ โยนบาป บนคราบน้ำตา ปชช. เหน็บขนาดตกใจวิกฤตน้ำมัน ยังดันตั้ง ‘รมว.คมนาคม’ ไปดูแล เหมือนให้เสือหิวไปเฝ้าเขียงเนื้อ จวกบอกวันนี้ โกหกตั้งแต่เมื่อวาน โปรยคำหวานบนเวทีหาเสียง พอเริ่มรัฐบาลคนพอแล้ว ซวยไม่ไหว มี ‘นายกฯ’ แบบนี้
เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 10 เมษายน ที่รัฐสภา มีการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่ 1 (สมัยสามัญประจำปีครั้งที่ 1) พิจารณาวาระเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายว่า ตั้งแต่ฟังคำแถลงนโยบายมา 5 ครั้ง หากหลับตาฟัง ถือว่าครั้งนี้ทำได้ดี เห็นภาพ มองแล้วมีอนาคต หลับตาฟังเพลินๆ แล้วรู้สึกอนาคตจะสดใส แต่พอลืมตาแล้วนั้น เจอหน้านายกรัฐมนตรีคนเดิม มันหมดความน่าเชื่อถือว่าที่ฟังดูดีมันจะเป็นจริงได้หรือไม่ หากบอกว่าการทำงานต้องไปฝึกงานลองก่อน 4 เดือน รอบที่แล้วตนพูดได้ เพราะว่าเป็นคนเสนอ เป็นคนโหวตให้ทดลองงานก่อน ถ้าเป็นเด็กฝึกงานแบบนี้ เรียกว่าฝึกได้กลางทางแล้วหนีกลับบ้าน เพราะผ่านไป 2 เดือนไม่ทำอะไรเลย สิ่งที่มอบหมายภารกิจไว้ตามเอ็มโอเอท่านไม่ทำ อุตส่าห์มอบหมายงานที่ง่ายที่สุดคือไปควบคุมเสียงทั้งสภาบนและสภาล่าง ตนคิดว่านายกรัฐมนตรีน่าจะมีเทคนิควิชาทำเรื่องนี้ได้เชี่ยวชาญที่สุด แต่สุดท้ายก็ทำไม่ได้
นายณัฐชากล่าวต่อว่า อาจจะเป็นเพราะคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นสิ่งที่พรรคประชาชนเขาต้องการ อาจไม่ใช่ความต้องการของประชาชนหรือไม่ แต่สุดท้ายวันนี้เสียงของประชาชนตะโกนดังๆ กึกก้องทั้งประเทศ 21,621,638 เสียง นี่คือเสียงตะโกนของประชาชนว่าเขาต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ ต้องปรับเปลี่ยนต้องแก้ไข และไม่ใช่แค่เสียงของพรรคฝ่ายค้านด้วย มันเป็นเสียงที่มาจากทุกพรรค และประชาชนคนไทยทุกคนที่ต้องการ แต่ท่านไม่ได้ยินเสียงตะโกนของประชาชนทั้งประเทศ ท่านได้ยินแต่เสียงกระซิบเบาๆ ของคนบางคนในบุรีรัมย์ แล้วนำพาประเทศนี้ไปในทิศทางที่ท่านต้องการ เราจะอยู่กันอย่างไร ในวันเริ่มต้นการทำงานไม่มีแม้แต่คำเดียวว่าความต้องการของคนกว่า 21 ล้านคนจะทำให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรมอย่างไร ให้โอกาสพูดสักนิด ก่อนจะจบคืนนี้ ไปขอเริ่มต้นโอกาสการทำงานที่ดีกว่านี้หน่อย

นายณัฐชากล่าวอีกว่า คาแร็กเตอร์ท่าทางดูไม่น่าเชื่อถือ ในคำแถลงนโยบายฉบับนี้มีนโยบายหนึ่งที่เขียนบอกว่าจะเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร อยากให้ประเทศไทยเป็นห้องอาหารโลก มีความมั่นคงหลากหลายในเรื่องอาหารที่จะเป็นจุดเด่น แต่ทราบหรือไม่ว่าประชาชนที่รู้นโยบายนี้ตกใจ วันนี้ปัญหาปลาหมอคางดำ กัดกินแม่น้ำลำคลองไปหมดแล้ว ปลาท้องถิ่น สายพันธุ์ธรรมชาติ ไม่มีแล้ว ท่านจะนำพานโยบายห้องอาหารโลกไปในทิศทางไหน เพราะในแม่น้ำลำคลองของบ้านเรามีแต่ศัตรูที่กำลังกัดกินชีวิตพี่น้องคนไทย
นายณัฐชากล่าวด้วยว่า ที่บอกว่าจะทำพยาบาลอาสาที่พูดมาดูดี แต่จะไปต่อได้หรือไม่ ในทางการเมืองและนักวิเคราะห์ทางการเมืองบอกว่าที่ผ่านมาใช้องค์การพยาบาลอาสาสมัคร จึงยกระดับเรื่องพวกนี้อำนวยความสะดวกคนที่ทำภารกิจทางการเมืองของท่านให้ไปทำงาน ตนไม่ได้ปรามาส เพราะหากมีความตั้งใจที่จะดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน ก็ไปดูตัวอย่างผู้ปฏิบัติของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ที่ทำไปแล้ว พยาบาลอาชีพ ทั้งหมดนี้ก็ยังไม่เพียงพอ แต่วันนี้กลับมาคิดชื่อใหม่ เอามาทำในกระทรวงที่ดูแลเองแล้วเปลี่ยนผ่าน ยกระดับ
“เขียนนโยบายแบบนี้ มองจากดาวอังคารมาก็รู้ว่าหวังประโยชน์อื่นใด มีวาระซ่อนเร้นทางการเมืองหรือไม่ วิธีการการเขียนแบบนี้ดูเป็นการบริหารแบบร่วงโลกกินรวบบาปบนคราบน้ำตาของประชาชน เพราะคนรอบข้างรอบตัว ไม่ใช่แค่นายกรัฐมนตรีอย่างเดียว มักมีความสามารถพิเศษที่สามารถเห็นวิกฤตเป็นโอกาส ใช้วิกฤตที่พี่น้องประชาชนกำลังอด ‘อด จน ตาย’ แต่สามารถเปลี่ยนแปลงให้พวกพ้อง ‘รวยจนอ้วก’ แต่วิกฤตโควิดที่เคยเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ทั้งเรื่องหน้ากากอนามัย และวัคซีน สุดท้ายโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่เกิดขึ้นภายใต้การบริหารจัดการ พอมาวิกฤตนี้เรียกว่าตายทั้งเป็น เพราะน้ำมันแพงเป็นชนวนเหตุให้เดินหน้าไปในทิศทางอื่นไม่ได้” นายณัฐชากล่าว

นายณัฐชากล่าวต่อว่า วิธีการบริหารจัดการของท่านเป็นภาพลักษณ์ที่ทำให้เราไม่สามารถเชื่อมั่น และเชื่อถือผู้บริหารสูงสุดของประเทศนี้ได้ คิดดูว่าเขายิงกันที่ตะวันออกวันเดียว วันรุ่งขึ้นประเทศไทยและเอเชียโกลาหล นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ทำอะไรก็วิกฤตแล้ว เพราะเขาไม่เชื่อมั่นเชื่อใจว่าคนคนนี้จะบริหารสถานการณ์วิกฤตอย่างไร และเมื่อเริ่มทำงานก็ตกใจใหญ่ ประเทศไทยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน แต่ตกใจ ตั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมไปดูแลเลย แล้วคนในประเทศจะรู้สึกไปทางไหน เขาจะรู้สึกเหมือนให้เสือไปเฝ้าเขียงเนื้อ คิดว่าจะอดใจไหว และไม่ใช่เสือธรรมดา เป็นเสือหิว หมดไปเยอะช่วงเลือกตั้ง เสือหิวเดินน้ำลายยืดไปเลย ไปบริหารงาน แล้วจะให้ประชาชนเชื่อว่าจะนำพาวิกฤตนี้ผ่านพ้นไปได้อย่างไร
นายณัฐชากล่าวว่า และวิธีการบริหารแบบนี้ ที่ตั้งผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำมันมาดูแลแก้ไขปัญหา ก็ประกาศตรึงราคาน้ำมันทันที คิดว่าจะเอาอยู่ ผ่านไปไม่นานตรึงให้นายทุนกักตุนไว้เอาทำกำไรกับพี่น้องประชาชน และประกาศลอยตัวราคาน้ำมัน คนได้ประโยชน์สูงสุดคือนายทุน เพราะการกระทำแบบนี้ ประชาชนบอกว่าตรึงราคาสินค้าพื้นฐานก่อนได้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี รวมถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ก็ประกาศว่าสิ่งของต้องตรึงราคาเดิม แต่สุดท้ายข้าวยากหมากแพง บริหารจัดการแบบวิ่งตามสถานการณ์อย่างเดียว
“วันนี้ความสามารถของนายกรัฐมนตรี ตรึงราคาน้ำมันก็ไม่ได้ ตรึงราคาอาหารก็ไม่ได้ ตรึงได้อยู่สองอย่าง คือหน้าท่านตึง เวลาตอบคำถามประชาชนไม่ได้ วันนี้ปิดวาจาวันที่สาม อีกอย่างที่ท่านตึงคือหู ตอนนี้หูตึงมาก ประชาชนบอกปาวๆ ว่าเขามีไอ้โม่ง มันกักตุนน้ำมัน ท่านเถียงคอเป็นเอ็น บอกว่าไม่มีๆ ไม่มีแน่นอน นี่ถ้ารัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมอยู่ตรงนี้ด้วย ต้องขอชื่นชมว่าทำงานตรงไปตรงมามาก วันหนึ่งบอกว่าพบแล้ว มีการกักตุนน้ำมัน 57 ล้านลิตร นายกรัฐมนตรีกลับบอกว่า อ๋อผมรู้ตั้งแต่วันก่อนแล้ว แต่ไม่บอก แสดงว่าวันก่อนที่บอกว่าไม่มีคืออะไร หรือท่านบริหารงานแบบบอกประชาชนวันนี้ โกหกตั้งแต่เมื่อวันที่ 9 เมษายนที่ผ่านมา” นายณัฐชากล่าว

นายณัฐชากล่าวว่า จะไปต่ออย่างไร ในเมื่อความน่าเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือของผู้นำประเทศ วันนี้ประชาชนตั้งคำถามว่าวิธีการบริหารแบบนี้ทำให้ประเทศไทยของเราติดหล่ม ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ตั้งแต่วันแรก สิ่งต่อมาที่ชอบทำมากคือการโยนบาป โยนขี้ โยนให้คนอื่นเขา อย่างสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ ตัวเองเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดูแลกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย มีความรับผิดชอบในเรื่องการป้องกันและบรรเทาสาธารณะภัยโดยตรง แต่มอบหมายรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และไม่ได้อยู่ภาคใต้ด้วย ต้องบินจากพะเยาไป เดินงมสักพักนึง แล้วมันจะไปต่ออย่างไร
นายณัฐชากล่าวต่อว่า เหตุการณ์วิกฤตน้ำมันก็ตั้งคนผิดฝาผิดตัวอีก เรื่องราวเหล่านี้เป็นที่มาที่ไปว่าวันแรกของการทำงาน เราอยากให้บรรยากาศมันดีขึ้น เลยขอแนะนำนายกรัฐมนตรี 3 เรื่องได้แก่ ปรับคาแร็กเตอร์ด่วน เชื่อว่าทำได้ ปรับที่มันตรงกับความต้องการของประชาชน เร่งทำความน่าเชื่อถือ โดยมียาให้กิน 2 อย่างคือปรับเปลี่ยน ครม.ที่หน้าตาไม่ดี ที่ทำให้ความน่าเชื่อถือลดลง และยาหยอดตาให้เห็นภาพชัดๆ ว่าใครมีความรู้ความสามารถ และหลังจากนั้นเริ่มต้นทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่คำสัญญาลอยๆ ที่ชอบพูดบนเวทีหาเสียงว่า พูดแล้วทำ
“วันนี้ท่านบอกว่าพูดแล้วทำ แต่เมื่อมีอำนาจท่านพูดแล้วทำพังทุกครั้ง เมื่อตอนหาเสียงเลือกตั้ง ประชาชนพูดผ่าน ส.ส.หลายคนว่าวลีที่พูดบนเวทีนั้นจะนำพาให้เกิดขึ้นจริงได้ ต้องอยู่ในคำแถลงนโยบาย บนเวทีหาเสียงโปรยคำหวาน พอแล้ว พอแล้ว รวยไม่ไหวแล้ว ประชาชนดีใจวันนั้นกะว่าจะรวยกับเขาบ้าง แต่มาเริ่มต้นรัฐบาลใหม่ ตั้งแต่วันแรก พี่น้องประชาชนบอกพอแล้ว พอแล้ว ซวยฉิบหายแล้ว นายกฯแบบนี้” นายณัฐชา กล่าว

