คลัง ชงครม.วันนี้ เยียวยากลุ่มเปราะบาง พิษดีเซลพุ่ง น้ำมันปาล์ม สบู่ แชมพู อั้นไม่ไหว ร้านอาหารชงรัฐแจก3พันบ.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ว่า เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)ในวันที่ 11 เมษายนเพื่อพิจารณามาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบาง เช่น กลุ่มขนส่งและเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากราคาปุ๋ยแพงได้แก่ 1.มาตรการเยียวยากลุ่มเปราะบางและภาคขนส่ง ป้องกันไม่ให้ต้นทุนการขนส่งที่เพิ่มขึ้นส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชน 2.มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรด้านต้นทุนปุ๋ย โดยกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์จะเสนอมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับซื้อปุ๋ยผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.) เพื่อแก้ปัญหาปุ๋ยขาดแคลนและราคาแพง 3.แพคเกจสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินประมาณ 30,000 ล้านบาท สำหรับสนับสนุนให้ภาคครัวเรือนและธุรกิจติดตั้งโซลาร์เซลล์ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV)เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าและค่าน้ำมันในระยะยาว ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการออกแบบนโยบาย 4.มาตรการด้านอสังหาริมทรัพย์และงานก่อสร้างภาครัฐ สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางจะเสนอให้ปรับปรับปรุงหลักเกณฑ์ ค่า K 5.โครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยจะเสนอยกระดับมาจากบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและโครงการคนละครึ่งพลัส รัฐบาลมุ่งหวังว่านโยบายเหล่านี้จะช่วยดันจีดีพีของไทยให้เติบโตเกิน 3%
นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า กรมได้วิเคราะห์ราคาน้ำมันดีเซลที่ลิตรละ 50 บาท ที่มีผลกระทบต่อต้นทุนราคาสินค้า พบว่า มีผลกระทบแตกต่างกัน มากและน้อย เฉลี่ย 0.7-44.4% แล้วแต่สินค้า โดยแบกเป็น 5 หมวด ได้แก่ 1.อาหารและเครื่องดื่ม กระทบ 1.6-12.1% 2.ของใช้ประจำวัน กระทบ 1.4-16.2% 3.ปัจจัยการเกษตร กระทบ 44.4% 4.วัสดุก่อสร้าง กระทบ 1.5-2.1% และ 5.อาหารสด กระทบ 0.7-3.2% ซึ่งไม่ได้หมายความว่าต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากดีเซล จะทำให้สินค้าปรับเพิ่มขึ้นตามต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทันที เพราะต้องพิจารณาปัจจัยอื่น ๆ ประกอบด้วย และการปรับขึ้นราคา จะพิจารณาต้นทุน โครงสร้างราคา และหากจำเป็น ก็จะให้ปรับขึ้นน้อยที่สุด เพื่อไม่ให้เป็นภาระประชาชนมากเกินไป
นายวิทยากร กล่าวว่า ล่าสุด มีสินค้าควบคุมในกลุ่มที่ต้องขออนุญาตก่อนปรับราคาจำนวน 15 รายการ ได้ยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว เช่น น้ำมันปาล์ม ยื่นมา 4 ราย กรมกำลังอยู่ระหว่างการวิเคราะห์ต้นทุน ตรวจสอบสต็อกเก่า โดยยอมรับว่า ต้นทุนเพิ่มสูงขึ้นจริง หากพิจารณาจากปี 2568 ราคาผลปาล์มอยู่ที่กิโลกรัม (กก.) ละ 5.73 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 33.47 บาท น้ำมันปาล์มขวด 48 บาท แต่ปี 2569 ราคาผลปาล์มขยับขึ้นไป กก.ละ 8 บาท น้ำมันปาล์มดิบ กก.ละ 41.75 บาท และน้ำมันปาล์มขวด 42-50 บาท ซึ่งตามปกติช่วงห่างระหว่างน้ำมันปาล์มดิบกับน้ำมันปาล์มขวดจะอยู่ที่ 12-15 บาท แต่ตอนนี้ห่างแค่ 0.25-8 บาท มีแนวโน้มว่าต้องให้ปรับขึ้น แต่จะขอความร่วมมือค่อย ๆ ขยับราคา เพื่อไม่ให้กระทบกับประชาชนจนเกินไป
นายวิทยากร กล่าวว่า พร้อมกันนี้ ผู้ผลิตสบู่ แชมพู มีผู้ผลิตยื่นขอปรับราคาเข้ามาแล้ว กรมกำลังพิจารณาโครงสร้างราคา ต้นทุน โดยมีเวลาในการพิจารณา 2 สัปดาห์ และหากจำเป็นต้องปรับขึ้นราคา ก็จะพิจารณาให้ปรับเท่าที่จำเป็น แต่ถ้าปกติกำไร 5% ต้นทุนเพิ่ม 2% ก็อาจจะขอความร่วมมือให้ชะลอไปก่อน สำหรับสินค้าอื่น ๆ ที่อยู่ในบัญชีควบคุมและต้องขออนุญาตก่อนปรับราคา อาทิ ปลากระป๋อง ยังไม่มีการขอปรับราคา มีแต่หารือว่าต้นทุนเริ่มเพิ่มสูงขึ้น ทั้งพลาสติกและปลา บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ไม่มีการปรับราคา ผู้ผลิตยินดีรับภาระต้นทุนและลดกำไรลง นมผง นมพร้อมดื่ม เริ่มมีปัญหาวัตถุดิบ ในส่วนของกล่องและพลาสติก แต่ยังไม่ขอปรับราคา ที่เหลือทั้งกระดาษชำระและกระดาษเช็ดหน้า ผงซักฟอกและน้ำยาซักฟอก ผลิตภัณฑ์ล้างจาน ผ้าอนามัย ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืช อาหารสัตว์ หน้ากากอนามัย วัสดุก่อสร้าง (เหล็กแผ่นเคลือบ ดีบุกโครเมียม) ยังไม่มีการขอปรับราคา
นายสรเทพ โรจน์พจนารัช ประธานชมรมผู้ประกอบธุรกิจร้านอาหารและที่ปรึกษากิตติมศักดิ์สมาคมโฮสเทลและที่พักขนาดเล็กประเทศไทย และซีอีโอ บริษัท สตีฟ กรุ๊ป (ไทยแลนด์) เปิดเผยว่า อยากฝากให้ รัฐบาลใหม่ รีบพิจารณาออกมาตราการต่างๆเพื่อประคองเศรษฐกิจในสถานการณ์ขณะนี้ ภายในสิ้นเดือนเมษายน โดยเฉพาะร้านอาหารที่เป็นเอสเอ็มอีที่อยู่ในระบบภาษี ดังนี้ 1.มาตราลดหย่อนภาษี โดยให้ลูกค้าที่มาทานอาหารที่ร้านสามารถเก็บใบกำกับภาษีเพื่อนำไปลดหย่อนภาษีบุคคลธรรมดาได้ในปีถัดไปไม่เกิน 2 หมื่นบาท 2.ลดเงินประกันสังคมลงครึ่งหนึ่งทั้งนายจ้างและลูกจ้าง ถึงสิ้นปี 2569 เพื่อเป็นการลดค่าใช้จ่ายของทั้งนายจ้างและลูกจ้างก่อน 3.ช่วยตรึงราคาค่าไฟฟ้าไม่ให้เกินหน่วยละ 3.8 บาทไปก่อน 6 เดือน 4.ดูแลตรึงราคาก๊าซหุงต้มเพื่อไม่ให้กระทบธุรกิจร้านอาหารและครัวเรือน 5.ขอให้นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ลงมาดูแลกลไกราคาตลาดสินค้าเกษตรต่างๆรวมทั้งเนื้อสัตว์เพราะราคาหน้าฟาร์มเกษตรกรยังได้ในราคาที่ต่ำแต่พอมาถึงมือผู้ประกอบการหรือครัวเรือนประชาชนทั่วไปราคากลับสูงขึ้นอย่างน่าใจหาย 6. อยากให้รัฐบาลเร่งเติมเงินเข้ามาในระบบให้กับประชาชนทั่วไปเพื่อเป็นการประคองค่าใช้จ่ายรายวันและเพิ่มกำลังซื้อในระบบ ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่งพลัสเฟสสองซึ่งในสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปราะบางขนาดนี้ ควรจะให้สิทธิ์ประชาชนอย่างน้อยๆ 30 ล้านสิทธิ์และวงเงิน 3,000 บาทต่อคน เพื่อเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานล่างได้ด้วย

