⦁…แม้มีแนวโน้มในทางบวก เมื่อ “สหรัฐ” เปิดเจรจากับ “อิหร่าน” โดยมี “ปากีสถาน” เป็นตัวกลาง และแต่ละฝ่ายเป็น “ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในประเทศ” แต่ไม่เหนือความคาดหมายว่า “ยากจะหาจุดจบ” เพราะเป็นสงครามที่ทั้งสองฝ่ายไม่คิดว่าตัวเองจะ “พ่ายแพ้” การยอมรับเงื่อนไขง่ายๆ จึงยากจะเกิดขึ้น ยิ่งเป้าหมายสำคัญที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ต้องยึด “แหล่งน้ำมัน” และ “อิสราเอล” ต้องการขยายดินแดน ยังไม่บรรลุ ทั้งที่ลงทุนไปมหาศาลทั้ง “งบประมาณ” และ “ภาพลักษณ์” ในสายตาพลโลก การถอย “โดยไม่ได้อะไรติดไม้ติดมือ”จึงเป็นเรื่องยากจะทำใจ
⦁…อาจจะเป็นเพราะอย่างที่บอกคือ เชื่อมั่นว่า มี “พรสวรรค์ในการเลือกใช้คน” แม้วิกฤตจ่อคอหอย ผู้เชี่ยวชาญทางเศรษฐกิจทั้งหลาย วิตกกันมากมายให้เร่งคิดอ่านรับมือให้เป็นระบบก่อนจะสายเกินแก้ แต่ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังแสดงบทบาท “ผู้นำ” อย่าง “ชิวๆ” ตรวจสถานีขนส่ง พูดคุยกับคนที่จะต้องเดินทางกลับบ้านเกิดช่วงสงกรานต์ มีแผนจะขับรถตระเวนตรวจ “ปั๊มน้ำมัน” ซึ่งเป็นงานของ “ข้าราชการระดับล่าง” สำหรับงาน คิด “นโยบาย” ออก “มาตรการแก้ไขปัญหา” ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รับไปแบบเต็มไม้เต็มมือ
⦁…มาตรการที่ออกมาเบื้องต้น จะเริ่มเดินหน้าในทางปฏิบัติหลังสงกรานต์ ทั้ง “คนละครึ่งพลัส” ที่เป้าหมายอยู่ที่กระตุ้นกำลังซื้อในตลาด และช่วยให้ชาวบ้านชาวช่อง หายใจกันได้มากขึ้น พร้อมเงินกู้ “ต่ออายุธุรกิจเอสเอ็มอี” ด้วยหวังว่าจะทำมาหากินกันได้ต่อไป สำหรับ “นโยบายระยะยาว” ระดับ “รื้อโครงสร้างธุรกิจที่การผูกขาดสร้างความเหลื่อมล้ำ” ดูจะต้องรอต่อไป โดยไม่มีใครรู้ว่า “หมดวาระ 4 ปี” จะได้หรือไม่
⦁…งานหนักหลังจากนี้น่าจะเป็น ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ที่ต้องลงรายละเอียดของราคาสินค้า ควบคุมให้อยู่ในความเหมาะสม นอกจากจะต้องระดมทุกความรู้ความสามารถมาจัดการแล้ว ที่ต้องเติมเข้ามาให้เร็วที่สุด คือ “มุมมองที่เข้าใจชีวิตของประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่ในสภาวะขาดแคลน และช่วยเหลือตัวเองได้ยาก” ไม่ใช่ “โฟกัสแค่เป้าหมายเฉพาะ” เพราะ “นี่คือการบริหารการเมือง ไม่ใช่บริหารธุรกิจ” การรับผิดชอบแค่ผลประกอบการ “ความพอใจของเจ้าของบริษัท” โดยไม่สนใจความรู้สึกนึกคิดของประชาชน “ไม่ได้”
⦁…หลัง “นายกฯอนุทิน” พูดชัดว่า “รัฐธรรมนูญใหม่” ไม่ใช่เรื่องเร่งด่วน และใน “คำแถลงนโยบาย” ไม่มีการพูดถึง ย้อนกลับไปนึกถึงการปรับ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ซึ่งวางตัวมาควบคุมเรื่องนี้ออกจาก ครม. ทำให้ทุกฝ่ายเชื่อว่า “ภารกิจที่เป็นวาระแห่งชาติ” ที่พรรคการเมืองเกือบทุกพรรคประกาศว่าจะทำร่วมกัน “มันจบแล้ว” ที่ยืนยันว่าจะเป็นเช่นนั้น คือทุกวันนี้มีการพูดถึง “อุปสรรคการพัฒนาประเทศอันเกิดจากรัฐธรรมนูญ 2560” กันน้อยมาก ไม่ยกเว้นแม้แต่ “พรรคประชาชน” ที่เป็นความหวังในการต่อสู้เพื่อเปลี่ยนแปลง “โครงสร้างอำนาจ” ที่เป็น “รากแก้วสร้างความเสื่อมทรุดให้ประเทศ”
⦁…บอบช้ำ บาดเจ็บสาหัสตั้งแต่รัฐบาลชุดใหม่ยังไม่ทันทำหน้าที่อย่างเป็นทางการ อาจจะเป็นเหตุที่ทำให้ทุกวันนี้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ หายหน้าหายตาไปจากการแสดงออกในพื้นที่ข่าว ยิ่งคาราคาซังกับความสัมพันธ์กับ “พ่อค้าน้ำมันรายใหญ่” ที่ถูกชี้เป้าว่า “กักตุนสร้างผลกำไรมิบังควร ยามประเทศเกิดวิกฤต” ทำให้การทำหน้าที่ “รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม” ซึ่งเต็มไปด้วย “โครงการที่งบประมาณสูงมหาศาล” ซึ่งควรจะมีความสุขในการบริหารจัดการ แต่ “ความไม่ไว้วางใจของประชาชน” จะทำให้ “สบสายตาผู้คน” ได้ลำบากแล้ว
⦁…การถูก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด ส่งให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง อันส่งผลต่อ “ชะตากรรม 44 คนจากพรรคประชาชน” เลยเถิดไปถึงความเป็นไปได้ที่จะถูก “ยุบพรรคอีกรอบ” อาจจะทำให้ “พรรคประชาชน” ปรับทิศทาง มาเป็น “ตรวจสอบทุจริต” เป็นหลักมากขึ้น โดนเหยียบเบรกการต่อสู้เพื่อ “รื้อโครงสร้างอำนาจ” เหมือนทำให้พอเอาตัวรอดได้ แต่หากถามถึงระยะยาว “ไม่ดีเท่าไร”







