หน้าแรก การเมือง สส.ปชน. จี้ ก...

สส.ปชน. จี้ ก.ค.ศ. หยุดประเมินวิทยฐานะครู ด้วยกรรมการกล่องสุ่ม แนะควรกำกับให้มีมาตรฐาน

13.04.26 | 12:42 น.
วิทยฐานะครู

สส.ปชน. จี้ ก.ค.ศ. หยุดประเมินวิทยฐานะครู ด้วยกรรมการกล่องสุ่ม แนะควรกำกับให้มีมาตรฐาน

 

เมื่อวันที่ 13 เมษายน นายธีรศักดิ์ จิระตราชู สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเพจ “ครูหนึ่ง – Teerasak Chiratrachoo” ระบุว่า 

◤วอน ก.ค.ศ. หยุดประเมินวิทยฐานะครูด้วยกรรมการมาตรฐานกล่องสุ่ม ◢

ตั้งแต่ผมได้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มีคุณครูหลายท่านขอให้ผมได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวข้องกับประเมินวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยปัญหา เรื่อง กรรมการการประเมินวิทยฐานะ เป็นปัญหาหาลำดับต้น ๆ ที่คุณที่ครูร้องเรียนมา

วันนี้ผมเผอิญไปเปิดเจอโพสต์ของท่านศึกษานิเทศก์ท่านหนึ่ง ได้กรุณาระบายความคับข้องใจ แทนเพื่อนครูของเขาที่ผลการตัดสิน “ไม่อนุมัติ” ให้มีวิทยฐานะ เนื้อหาโดยสรุปคือปัญหาที่เกิดขึ้นมาจากคณะกรรมการประเมินท่านหนึ่งที่ดูเหมือนจะประเมินผลงานของครูท่านนี้ ตามอัตวิสัย/ความเห็นส่วนตนมากจนเกินไป จนทำให้ผลการประเมินไม่สะท้อนความเป็นจริง

Advertisement

ผมยืนยันในหลักการก่อนว่าการประเมิน และผลตัดสินออกมาว่า “อนุมัติ” หรือ “ไม่อนุมัติ” ย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามปกติ ผมเชื่อว่าคุณครูทุกคนเข้าใจกฎเกณฑ์ส่วนนี้ดี ด้วยสปิริตของความเป็นครูนั้นย่อมยอมรับผลที่เกิดขึ้นได้หากมันยุติธรรม/ชัดเจนมากพอ

แต่พักหลังนี้ไม่รู้เกิดอะไรขึ้นมีการร้องเรียนถึง “คุณภาพของกรรมการประเมินวิทยฐานะ” บ่อยครั้ง ถึงความไม่มีมาตรฐานในการประเมินวิทยฐานะของครู อันเป็นเหตุให้เกิดความคับข้องใจขึ้น

ครูไทยเป็นอาชีพที่ต้องมีความ “เสียสละสูง” และมี “ขันติธรรม” บนระบบที่บิดเบี้ยวของการศึกษาในปัจจุบันแล้ว บางครั้งเราเห็นเลยว่าอำนาจต่อรองของครูต่อผู้มีอำนาจนั้นน้อยมาก

สิ่งที่เห็นได้ชัดคือการเริ่มต้นอาชีพของข้าราชการครูนี้เริ่มต้นด้วยเงินเดือนค่อนข้างต่ำ ในขณะที่ค่าครองชีพพุ่งสูงในปัจจุบัน ครูก็ยังต้องจำยอมรับเงินเดือนอัตรานี้ไปอย่างไม่เป็นธรรม เมื่อเป็นแบบนี้การได้รับขั้นเงินเดือนเพิ่มขึ้นในแต่ละปี การขอมีวิทยฐานะเพื่อความก้าวหน้าทางวิชาชีพเป็นสิ่งที่คุณครูตามวาดหวังด้วยกันทั้งสิ้น

การขอมีวิทยฐานะจึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับครู

แต่หลายครั้งความไม่มีมาตรฐาน ก็ทำให้ครูต้องเจ็บปวด

ถึงแม้จะไม่อยากยอมรับในบางครั้ง แต่ระบบก็ถูกออกแบบไว้ซับซ้อน เช่น การร้องเรียน การโต้แย้ง การฟ้องศาล ก็เหมือนกดให้หครูต้องจำนนต่อผลที่เกิดขึ้นนั้นเรื่อยไป

นี่คือส่วนหนึ่งที่ผมอยากอาสามาเป็นปากเสียงแทนคุณครู

อย่างน้อยก็ขอเป็นเครื่องขยายเสียงของคุณครูซึ่งแผ่วเบาให้ดังไปถึงผู้มีอำนาจได้บ้าง

สำหรับผมแล้วถ้ามองทั้งระบบการขอมีวิทยฐานะตาม ว9/2564 มีข้อดีอยู่มาก แต่ก็มีข้อเสียอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน (เอาไว้ค่อยมาวิพากษ์ภาพรวมกันครับ)

วันนี้ขอพูดเฉพาะประเด็น เรื่อง “กรรมการการประเมินวิทยฐานะ” ก่อน

อย่างที่ทราบกันดีครับว่าการสอนนั้นเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์

ห้องเรียนหนึ่ง ๆ ของครูแต่ละคนถึงแม้จะสอนวิชาเดียวกันมันก็จะไม่เหมือนกันเลย

เพราะย่อมแปรผันไปตามสภาพแวดล้อม พฤติกรรมของเด็กแต่ละคนด้วย

ด้วยเหตุนี้กรรมการจึงพึงเข้าใจว่า รูปแบบการสอนใดๆที่ตนเองยึดเป็นสรณะมานั้น

อาจไม่ใช่สูตรสำเร็จของผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เกิดขึ้นแบบที่ตนเคยกระทำมา

ด้วยเหตุนี้จึงไม่ควรนำเอาความเชื่อโดยอัตวิสัยของตนเองมาตัดสินวิทยฐานะของครู

อาจจะยึดหลักที่ว่า “ไม่ว่าจะเป็นแมวดำหรือแมวขาว ขอแค่จับหนูได้ก็คือแมวที่ดี” ฉันใด

ไม่ว่าจะครูจะใช้วิธีการสอนผู้เรียนแบบไหนก็ตามถ้าผู้เรียนบรรลุผลลัพธ์การเรียนรู้ได้ตามที่ระบุไว้

ก็คงจะอนุมานแล้วว่าเป็นครูที่ดี ฉันนั้น

การประเมินจึงควร พิจารณาที่ผลลัพธ์ปลายทางให้มาก และหากจะประเมินกระบวนการระหว่างทางนั้น ก็ควรประเมินว่าเป็นไปตามที่เขาระบุไว้ในแผนการจัดการเรียนรู้หรือไม่ ซึ่งหากระบุให้ตรงและผลลัพธ์ก็เป็นไปตามนั้น ก็ไม่ควรมีข้อสงสัยอีก

เช่น ครู A ประเมินผลการเรียนรู้แบบก้าวหน้าของนักเรียนโดยใช้เกมตอบคำถาม แต่กรรมการประเมินระบุว่าใช้เกมอาจจะไม่เหมาะสมต้องใช้ใบงานเพื่อประเมินโดยไม่อ้างทฤษฎี หรือหลักการแต่อย่างใด

ลักษณะเช่นนี้แหละที่ผมคิดว่าเกินขอบเขตไป เพราะในจังหวะที่กรรมการบอกว่า ใช้วิธีนี้ ดีกว่า วิธีนั้น โดยไม่มีคำอธิบายเพิ่มเติม มันคือการใช้ความคิดเห็นส่วนตัวไปตัดสินผลงานนั้นทันที

แบบนี้เรียกว่า

อคติจากการยึดติด (achoring bias) หรือ คือความผิดพลาดทางความคิดที่มนุษย์มักพึ่งพาข้อมูลชุดแรกที่ได้รับ (จุดยึด) มากเกินไปเมื่อตัดสินใจหรือประเมินค่า ข้อมูลแรกนี้จะเป็นฐานในการตีความข้อมูลใหม่ ทำให้การตัดสินใจบิดเบือนไปจากความเป็นจริง แม้ข้อมูลดังกล่าวไม่เกี่ยวข้องหรือถูกต้องก็ตาม

กรรมการที่ดีจึงต้องเป็นคนที่ละทิ้งอัตตาตนเองก่อนการประเมิน และยึดเกณฑ์การประเมินเป็นหลัก

แต่ต้องยอมรับว่าคุณลักษณะนี้ใช่ว่ากรรมการทุกคนจะทำได้ เพราะต้องฝึกฝนกันไม่น้อยเลย

เบื้องต้นนี้ผมจึงขอเรียกร้องให้ คัดเลือกกรรมการที่มีความเหมาะสมในการตัดสินวิทยฐานะครูอย่างจริงจัง ควรกำกับให้มีมาตรฐานการประเมิน เป็นที่น่าเชื่อถือของครู จัดให้มีการพัฒนากรรมการประเมินโดยเร่งด่วน

ก.ค.ศ. ต้องพึงระลึกไว้เสมอว่าการทำลายความหวังของครูในเรื่องนี้

ไม่ต่างอะไรจากการทำลายวิชาชีพของครูทางอ้อมด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้หากทุกอย่างมีมาตรฐานที่ดีคุณครูทุกคยย่อมรับผลที่เกิดขึ้นได้ครับ

ครูหนึ่ง