สว.ภาคเหนือ ชี้ รบ.แก้วิกฤตฝุ่นพิษไม่มีประสิทธิภาพ แม้อัดงบเกือบพันล้าน จี้ตอบชัด ดึง พ.ร.บ.อากาศสะอาด กลับหรือไม่
เมื่อเวลา 10.30 น. วันที่ 20 เมษายน ที่รัฐสภา สว.ภาคเหนือ แถลงข่าววิกฤตฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยนายมังกร ศรีเจริญกูล สว.จากจังหวัดน่าน กล่าวว่า จากการลงพื้นที่เห็นว่าปัญหาที่เราทำงานกันอยู่ทุกวันนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ แม้จะใช้งบประมาณลงไปเกือบพันล้านบาท ซึ่งตนได้รับเสียงสะท้อนถึงปัญหาจากหน้างานมาว่า คือ 1.ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่เข้าไปจัดการทั้งมหาดไทย อาสาสมัคร อุทยาน และหน่วยงานทหาร 2.เรื่องงบประมาณที่ไม่ทั่วถึง จึงอยากให้เพิ่มค่าโอทีให้เจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ
นายมังกร กล่าวต่อว่า 3.อุปกรณ์เครื่องพ่นลม ที่ขณะนี้พังไปกว่าครึ่งหนึ่ง แต่กลับไม่มีงบประมาณในการดูแลรักษา 4.ราคาน้ำมันที่แพง ในพื้นที่จึงต้องการเครื่องทุ่นลมแบบไฟฟ้า และ 5.การประกาศปิดป่า ทำให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน ฉะนั้น รัฐบาลต้องมีทางออกให้ชาวบ้านว่าในช่วงที่ปิดป่านั้น จะชดเชยหรือมีอาชีพอื่นใดให้ชาวบ้านทำแทน
ด้าน น.ส.มณีรัฐ เขมะวงศ์ สว.จากจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า ขณะนี้จังหวัดเชียงรายกำลังเผชิญกับปัญหามลพิษข้ามพรมแดน ทั้งฝุ่นพิษและน้ำปนเปื้อนซึ่งซ้ำเติมสุขภาพ เศรษฐกิจชุมชน และวิถีชีวิตของชาวเชียงรายเป็นอย่างมาก หลายจังหวัดในภาคเหนือต้องเผชิญวิกฤตที่อยู่ในระดับสีแดงหรือสีม่วงเข้มเป็นระยะเวลากว่า 2 เดือนแล้ว จากสถิติเราต้องอยู่กับฝุ่นในค่าที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน 3-4 เดือนต่อปี ซึ่งมีแนวโน้มว่าจะรุนแรงขึ้นทุกปี สาเหตุหลักไม่ได้มาจากแค่การเผาป่า แต่มาทั้งจากภาคเกษตร อุตสาหกรรมและคมนาคม รวมถึงมลพิษข้ามพรมแดน ตอนนี้เราโฟกัสผิดจุดไปที่การเผาป่าอย่างเดียวหรือไม่ เพราะฝุ่นจากการเผาไหม้เหล่านี้ไม่ได้เกิดแค่ในประเทศของเรา
น.ส.มณีรัฐ กล่าวต่อว่า การแก้ไขปัญหาฝุ่น PM 2.5 จึงต้องเริ่มต้นจากการจัดการที่ต้นตอของปัญหา ซึ่งเป็นปัญหาระดับโครงสร้างที่มาตรการเฉพาะหน้าแก้ไขไม่ได้แต่จำเป็นต้องอาศัยกฎหมายเฉพาะที่ครอบคลุม เพื่อจัดการมลพิษทางอากาศอย่างเป็นระบบ
“จึงขอยกนโยบายของคณะรัฐมนตรี ข้อที่ 18.4 ในการเร่งผลักดันกฎหมายสิ่งแวดล้อมเพื่อย้ำเตือนว่า ร่าง พ.ร.บ.เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมยังมี พ.ร.บ.อากาศสะอาด ซึ่งตกไปในช่วงยุบสภา ฉะนั้น จึงขอเรื่องร้องให้ทางคณะรัฐมนตรีนำร่างดังกล่าวกลับเข้าสู่กระบวนการพิจารณาอีกครั้ง ซึ่งภายในกรอบระยะเวลาคือวันที่ 13 พฤษภาคมนี้ ก่อนที่จะตกไปอีกครั้ง ร่างนี้จะคืนสิทธิ์ขั้นพื้นฐานให้ประชาชนได้มีอากาศสะอาดที่ยั่งยืน เพราะลมหายใจของประชาชนรอไม่ได้” น.ส.มณีรัฐ กล่าว
ขณะที่ พ.ต.ท. สง่า ส่งมหาชัย สว.จากจังหวัดลำปาง กล่าวว่า ตนถูกโจมตีว่าทีมงาน สว. ลำปางทำงานอะไรบ้าง จึงขอชี้แจงว่าตนได้นำคณะทีมงาน สว. พบประชาชนและกรรมาธิการลงพื้นที่ดูงานตลอด ตนไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่ได้พยายามศึกษาการป้องกัน ตนคิดว่างบประมาณไม่เพียงพอจึงได้ระดมชาวบ้าน เกือบ 20 ครัวเรือนไปช่วยกันจัดแนวไฟป่า ซึ่งสามารถทำแนวป้องกันไฟป่าได้ 10 กิโลเมตร ตนได้เสียสละเงินเดือนครึ่งหนึ่งตั้งแต่เริ่มเป็น สว. ให้กับมูลนิธิเพื่อนำไปช่วยเหลือชาวบ้าน จึงขอชี้แจงว่าตนทำงานตลอดไม่ได้อยู่นิ่งดูดาย
ฟากนายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สว.จากจังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่า ขณะนี้มีมาตรการและนโยบายจากส่วนกลาง โดยเฉพาะนโยบายห้ามเผาเด็ดขาดแบบเหมารวมซึ่งคนในชุมชนเขตป่าบางส่วนยังมีวิถีชีวิตที่ต้องใช้ไฟ แบบไร่หมุนเวียน วันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยจะลงพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่แล้วจะเห็นความเดือดร้อนของประชาชน กลับมาก็ควรแสดงจุดยืนให้ชัดเจนประกาศว่าจะนำร่างพ.ร.บ. อากาศสะอาดกลับมาพิจารณาหรือไม่ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าปัญหาใหญ่อีกหนึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือเรื่องของการบริหารภาครัฐเรื่องการกระจายอำนาจการบริหารเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน
นางกัลยา ใหญ่ประสาน สว. จากจังหวัดลำพูน กล่าวว่า ตนขอยกโมเดลของจังหวัดลำพูนในการแก้ปัญหาไฟป่า โดยคนในชุมชนที่มีการเตรียมการตลอดทั้งปี มีทั้งเครื่องมือสื่อสารและกล้องวงจรปิด คอยสอดส่องดูแลตลอดเวลา ซึ่งอยากเรียกร้องให้มีการดูแลเรื่องสวัสดิการหรือค่าตอบแทนให้แก่ชาวบ้านและอาสาเหล่านี้
“เรายังมีความหวังกับประเทศไทย แต่ไม่ใช่การบริหารแบบเดิมจะต้องเป็นการกระจายอำนาจและปลดล็อคเรื่องการใช้งบประมาณ ต้องให้คนที่อยู่ในพื้นที่สามารถซื้อสิ่งที่จำเป็นเป็นประโยชน์และสามารถทะลุทะลวงแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง การที่ไม่ให้ประชาชนเข้าป่าก็เท่ากับว่าท่านกำลังทำให้เจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าป่าเพื่อไปตายอย่างเดียว เพราะสู้กับไฟไม่ได้แน่นอน แต่ถ้าให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วม แม้แต่คนที่จะเข้าไปจุดไฟ เขาก็จะเข้าไปจับให้ท่านเอง” นางกัลยา กล่าว

