ปชน.ข้องใจป.ป.ช. ไม่สนคำชี้แจง 44 สส.ก้าวไกล ส่งทนายฟังคำสั่งศาล
เมื่อวันที่ 23 มีนาคม นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ฝ่ายกฎหมาย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีวันที่ 24 เมษายน ที่ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำสั่งคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องไป ชี้ส่งคำร้องอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ว่า พรรคปชน.จะส่งทนายความ 3 ทีม เข้าฟังคำสั่งคดีของศาลฎีกา
ส่วนตน รวมทั้ง 10 ส.ส.พรรคปชน. จะประชุมใหญ่สามัญประจำปี พรรคปชน. ที่โรงแรมเมเปิล บางนา มีวาระเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค(กก.บห.) และรอฟังคำสั่งศาลฯ ในวันดังกล่าว
ส่วนการประเมินผลคำสั่งของศาลฯ คาดว่าจะมี 3 ทาง
คือ 1.ศาลฯ ไม่รับฟ้อง
2.ศาลรับฟ้อง แต่อาจแบ่งเป็น 2.1 ถ้าไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น 10 ส.ส.หยุดปฎิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำตัดสิน
2.2 มีคำสั่งเพิ่่มเติมให้ 10 ส.ส.ปฎิบัติหน้าที่ต่อได้
3.ศาลสั่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม เนื่องจากคำร้องไม่สมบูรณ์ เพราะกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน
เมื่อถามว่าหากผลออกมาในแนวทางที่ศาลรับฟ้อง วางแนวทางการต่อสู้อย่างไร นพ.วาโย กล่าวว่า ทีมกฎหมายได้เตรียมแนวการต่อสู้ไว้ 3 แนวทาง คือ
1.ข้อต่อสู้ตามหลักการว่า อำนาจตุลาการไม่สามารถล่วงละเมิดการพิจารณาเนื้อหาโดยเฉพาะการเสนอร่างกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติได้ เพราะหากร่างกฎหมายฉบับใด เมื่อผ่านการพิจารณาของสภาฯ ก่อนจะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ก็ต้องมีการตรวจสอบว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งจะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่วินิจฉัย
2.ข้อต่อสู้เฉพาะบุคคล เพราะแม้ว่าทั้ง 44 คนจะถูก ป.ป.ช.ยื่นคำร้องเหมารวมเป็นสำนวนเดียวกัน แต่พบว่าถูกกล่าวหาด้วยวิธีการเฉพาะตัวด้วย ดังนั้นต้องมีการสืบเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะตัวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา ว่ามีเจตนาหรือไม่อย่างไร
3.อำนาจของ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยทีมกฎหมายจะขอให้ศาลสั่งยกคดีทั้งหมด หรือย้อนกระบวนการพิจารณาใหม่
นพ.วาโย กล่าวว่า ประเมินระยะเวลาการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกา เมื่อเทียบเคียงกับการพิจารณาคดีฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองในอดีต คาดว่า ระยะเวลาจะอยู่ระหว่าง 2 เดือน ถึง 1 ปี 11 เดือน หรือเกือบ 2 ปี ซึ่งทีมกฎหมายจะยกเหตุผลให้ศาลเห็นว่า อำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช. ที่อาจมีการขัดกันต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
รวมทั้งจะขอศาลสั่งให้ ป.ป.ช. ย้อนกลับกระบวนพิจารณา เพราะอย่างที่เคยให้สัมภาษณ์หลายครั้งว่า พวกตนในฐานะที่เป็นผู้ถูกร้อง เห็นว่าการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ผ่านมา ขัดกับกฎหมายและระเบียบของป.ป.ช. เองในหลายขั้นตอน ตั้งแต่ขั้นตอนการแจ้งข้อกล่าวหามายังพวกตน ไม่ได้คำนึงถึงระยะทางใกล้ ไกล
นอกจากนี้มองว่ากระบวนการพิจารณาผิดระเบียบหลายข้อ เช่น ไม่เปิดโอกาสให้ทางพวกตนนำสืบพยานบุคคล หรือพยานเอกสาร ส่วนใหญ่พวกตนขอแค่คนละ 1 คำร้องเท่านั้น ถือเป็นการไม่เปิดโอกาสให้ผู้ถูกร้องต่อสู้ได้อย่างเต็มที่ กลายเป็นป.ป.ช. ทำสำนวนคดีนี้ แทบจะเรียกได้ว่าพิจารณาอยู่ฝ่ายเดียว ทางฝั่งผู้ถูกร้องทำได้แค่ส่งพยานหลักฐานเอกสารเข้าไปแก้ข้อกล่าวหา แต่ป.ป.ช. สืบพยานบุคคล ไปหมายคนนั้นคนนี้ เจ้าหน้าที่คนนั้นคนนี้ หรือเพื่อนที่อาจจะเคยร่วมอุดมการณ์กันมาก่อนถูกเชิญเข้าไปนำสืบต่างๆ มากมาย ถูกนำมาเป็นพยานหลักฐานด้วย ทางพวกตนขอคัดถ่ายก็ไม่ให้ เพื่อขอดูว่าแต่ละคนเบิกความอย่างไร หน้าตาเป็นอย่างไร ทางอนุกรรมการไต่ส่วนของป.ป.ช. ก็บอกว่ามีแค่นี้
นพ.วาโย กล่าวว่า ยกตัวอย่าง กรณีนายทองแดง เบ็ญจะปัก อดีตส.ส.สมุทรสาคร พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาว่าไปประกันตัวผู้ต้องหาคดี 112 แต่แม้แต่เลขคดีที่กล่าวหา ทางทีมกฎหมายยังไม่ได้เลย แล้วจะสืบค้นอย่างไร
หรือกรณีของ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคปชน. ที่ถูกกล่าวหาในกรณีเดียวกัน พอให้เลขคดีมา ทีมกฎหมายไปค้นที่ศาลมา ก็พบว่าไม่ใช่คดีตามมาตรา 112 แต่เป็นคดีตามมาตรา 116 กล่าวหา แบบไม่ถูกต้องแบบนี้ พวกตนก็ทักท้วงไป ขอให้สืบพยานทางฝั่งผู้ถูกร้องเพิ่มเติม ก็ถูกปฏิเสธ แต่ก็ไม่เป็นไร ทั้งหมดนี้ทีมกฎหมายบันทึกไว้ทั้งหมด และอายุความต่างๆ ของฝั่งป.ป.ช. อาจจะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายต่อไป ยังพอมีเวลาดำเนินการได้
เมื่อถามว่าคำร้องของผู้ถูกร้องที่เข้าไต่สวนต่อ ป.ป.ช. แยกกันตามพฤติการณ์ของแต่ละคนใช่หรือไม่ นพ.วาโย กล่าวว่า คำร้องของผู้ถูกต้องแต่ละคนไม่เหมือนกัน ผู้ถูกร้องจึงชี้แจงป.ป.ช. ไปตามพฤติการณ์ซึ่งเป็นเหตุแห่งการไต่สวนไม่เหมือนกัน ไม่มี Copy Paste แน่นอน แต่การทำงานของป.ป.ช. ที่สรุปคำร้องส่งศาล แทบจะ Copy Paste ทั้งหมด ข้อมูลข้อเท็จจริงที่ผู้ถูกต้องได้ชี้แจงต่อป.ป.ช.ไป 98% ของทางฝั่งตนไม่มีเลย ทนายความประกบคนต่อคน ไม่มีใครเหมือนกันเพราะพฤติการณ์ต่างกัน ความคิดความอ่านเป็นปัจเจก ก็สู้กันไปแบบนี้ แต่เนื้อหารายละเอียดที่คำร้อง ที่ป.ป.ช.สรุปส่งให้ศาลฎีกา มีการเขียนพฤติการณ์ของพวกตน ว่าการเข้าชื่อเสนอร่างแก้ไข มาตรา 112 เป็นการกระทำที่เซาะกร่อนบ่อนทำลายสถาบันพระมหากษัตริย์ และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติบ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง
อีกทั้งยังได้นำเรื่องการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าวมากำหนดไว้เป็นนโยบายในการหาเสียง ซึ่งเนื้อหาในคำร้องของป.ป.ช. เขียนเกินกว่า คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ระบุไว้ว่า ให้พวกตนหยุดการกระทำ โดยให้เหตุผลว่าหากยังปล่อยให้ผู้ถูกร้องกระทำการต่อไป ย่อมไม่ไกลเกินเหตุที่จะนำไปสู่การล้มล้างการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งพวกตนก็หยุดการกระทำ และถอดนโยบายดังกล่าวออกจากเว็บไซต์ของพรรค ไม่มีการนำหาเสียงในการเลือกตั้งครั้งต่อไปอีก

