‘กรณ์’ ถาม ‘เอกนิติ’ ยิบ การจัดการปัญหาราคาน้ำมัน ชี้รัฐบาลบริหารพลาดพลั้งในหลายมิติ ผลักภาระให้ประชาชน แต่โรงกลั่นได้กำไร ข้องใจ จำเป็นต้องออกพ.ร.ก.กู้เงินหรือไม่ ‘รมว.’ ยังต้องดูแลปชช. ทุกกลุ่ม หากจำเป็นก็ต้องใช้มาตรา 172
เมื่อวันที่ 23 เมษายน เวลา 11.30 น.ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มี นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาฯ เป็นประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจา ของ นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ถาม นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เรื่องเศรษฐกิจ ว่า ประชาชนเดือดร้อนอย่างหนักในเรื่องเศรษฐกิจปากท้อง และต้นตอที่ทำให้ประชาชนเดือดร้อนมากที่สุด คือเรื่องน้ำมัน วันนี้คงไม่มีใครปฏิเสธว่ารัฐบาลได้บริหารพลาดพลั้ง ในหลายมิติเกี่ยวกับการแก้ปัญหาพลังงานและน้ำมัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่ปล่อยให้เกิดการกักตุนน้ำมัน การขาดแคลน ปล่อยให้ผู้ค้าน้ำมันค้าในราคาที่แพงเกินไป เมื่อเทียบกับสต๊อกน้ำมันเดิมที่มีต้นทุนน้ำมันดิบที่ต่ำกว่าราคาหลังจากเกิดวิกฤติ ที่สำคัญคือบกพร่องปล่อยให้โรงกลั่นน้ำมันกำหนดราคาขายในราคาที่สูงเกินไป วัดโดยค่าการกลั่นที่มีอัตราเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวเมื่อเทียบกับค่าการกลั่นในภาวะปกติ ซึ่ง รมว.พลังงาน เป็นผู้ยอมรับว่าค่าการกลั่นในระดับปกติไม่ควรเกินลิตรละ 2 บาท แต่ที่ผ่านมาท่านก็บวกสิ่งที่เรียกว่าวอพรีเมียม และควรจะมีการปรับลดค่าการกลั่นลงมา 2 บาท แต่สูตรการคำนวณที่คิด 2 บาท คือเปรียบเทียบกับค่าการกลั่นที่อัตรา 7 บาทต่อลิตร ตั้งแต่วันที่ประกาศลดให้กับพี่น้องประชาชน 2 บาท ค่าการกลั่นที่แท้จริง ไม่ใช่ 7 บาทต่อลิตร แต่สูงอยู่ที่ 17-18 บาท ต่อลิตร เมื่อเทียบกับค่าการกลั่นเฉลี่ยของ รมว.พลังงานคือ 8 บาทต่อลิตร ไม่ใช่ 2 บาทและ 5 บาท ที่ประกาศในสภา ว่าท่านจะปรับสัดส่วนลดเพิ่มขึ้น ตนเห็นว่า 8.50 บาท คืออัตราที่เป็นธรรมที่แท้จริงกับประชาชน

“วันนี้ประชาชนแบกรับภาระอย่างหนัก และเป็นฝ่ายเดียวที่แบกรับภาระนี้ โรงกลั่นกำไร ส่วนรัฐบาลก็เก็บภาษี ไม่ได้ลดอัตราภาษีให้กับพี่น้องประชาชนลงแม้แต่สตางค์เดียว ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาซึ่งในมุมมองของพรรคประชาธิปัตย์นี่คือสาเหตุของต้นตอที่มาของราคาสินค้าที่สูงขึ้น เนื่องมาจากต้นทุนการขนส่ง ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการทุกประเภทสินค้าที่สูงขึ้น และวันนี้ราคาน้ำมันเริ่มปรับลดลงแล้ว แต่สิ่งที่เรายังไม่เห็นเลยคือการปรับลดราคาสินค้าทั่วไป ซึ่งเป็นสิ่งที่เราคาดการณ์ไว้แต่แรก ถ้าปล่อยให้ต้นทุนราคาน้ำมันสูงเกินไป ราคาสินค้าทั่วไป ค่าของชีพของพี่น้องประชาชนจะสูงขึ้น และเมื่อราคาน้ำมันปรับลดลงมาเราจะไม่เห็นราคาสินค้าปรับลดลงตาม นี่คือความต่างในความคิดในเรื่องของการบริหารจัดการ ” นายกรณ์กล่าว
นายกรณ์กล่าวต่อว่า คณะกรรมการศึกษาความเหมาะสมในการกำหนดต้นทุนราคาน้ำมันเชื้อเพลิง (คตร.) ที่นายเอกนิติ เป็นประธาน ซึ่งมีเวลา 15 วันในการหาข้อสรุปว่าราคาน้ำมันที่เป็นธรรมต่อน้องประชาชนที่แท้จริงควรที่จะกำหนดอย่างไร วันนี้พ้น 15 วันแล้ว ได้มีข้อสรุปแล้วหรือยังว่าสูตรการกำหนดค่าการกลั่น สูตรกำหนดราคาขายน้ำมันที่เป็นธรรมกับพี่น้องประชาชนควรเป็นเท่าไหร่ และจะดำเนินการอย่างไรในการ
คืนกำไรส่วนเกินที่โรงกลั่นตลอดช่วงสองเดือนที่ผ่านมา ได้คิดผ่านสูตรค่าการกลั่นที่ รมว.พลังงาน ก็มองว่าไม่เป็นธรรม ถ้าท่านจะนำกำไรส่วนเกินมาคำนวณอย่างน้อยประมาณ 20,000 กว่าล้านบาทกลับมาให้พี่น้องประชาชนอย่างไร
ด้าน นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ในฐานะที่ตนเป็นประธาน คตร. เราได้มาดูค่าการกลั่นที่ทางกระทรวงพลังงานได้ประกาศตัวเลขค่าการกลั่น ที่นายกรณ์พูดว่าจะเห็นตัวเลขขึ้นไป 10 กว่าบาท พอเราไปดูในรายละเอียดเป็นแค่ตัวเลขอ้างอิง ในที่ประชุมเราเรียกกันย่อๆ ว่าค่าการกลั่นทิพย์ เป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ แต่ตัวเลขต้นทุนค่าการกลั่นเป็นตัวเลขที่อ้างอิงโดยที่ยังไม่ได้รวมสถานการณ์ผิดปกติคือช่วงสงครามตะวันออกกลาง เราได้เชิญโรงกลั่นแต่ละแห่งเข้ามา พบว่าต้นทุนของการกลั่นที่แท้จริงแต่ละโรงไม่เท่ากัน เพราะต้องจ่ายค่าวอพรีเมียม เราได้ลงมาคุยแต่ละโรงกลั่นว่าค่าวอพรีเมียมที่เขานำเข้าน้ำมันดิบจากสถานการณ์สู้รบ การที่จะได้ตัวน้ำมันมากลั่นเพื่อมีน้ำมันให้ประชาชนใช้ต้องจ่ายค่าวอพรีเมียมและต้องจ่ายค่าประกันที่สูงผิดปกติ โรงกลั่นบางแห่งต้องจ่ายค่านำเรือออกมาเป็นพิเศษทำให้ค่าต้นทุนไม่สะท้อนความเป็นจริง

นายเอกนิติกล่าวต่อว่า เราทำเสร็จก่อน 15 วันและได้เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) การประชุมครั้งแรกผลคือค่าการกลั่นไม่สะท้อนความเป็นจริง ขอให้มีการปรับให้สะท้อนความเป็นความเป็นจริงและเราพบว่าอาจจะมีในช่วงที่ราคาน้ำมันสูงโดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่อ้างอิงราคาสิงคโปร์ ราคาขายก็สูงกว่าปกติแต่ต้นทุนก็จะต่ำกว่าปกติจึงทำให้เป็นค่าการกลั่นทิพย์ ซึ่ง รมว.พลังงาน ก็ให้มีการปรับให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น
นายเอกนิติกล่าวอีกว่า ส่วนผลตอบแทนส่วนเกินโดย คตร. เสนอแนะว่าให้ใช้พระราชกำหนด (พ.ร.ก.) น้ำมันขาดแคลน ปี 2516 ให้คณะกรรมการ กบง. เป็นผู้ที่สามารถใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.นี้ได้ ซึ่งรมว.พลังงาน ก็ได้นำเสนอเข้าสู่ ครม. และใช้อำนาจตรงนี้เป็นครั้งแรกในการไปลดผลตอบแทนส่วนเกิน ในเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีผลตอบแทนส่วนเกินประมาณ 2 บาทต่อลิตร สำหรับเดือนเมษายนก็ต้องมาพิจารณาอีกครั้ง เพราะเราอยากใช้ต้นทุนการกลั่นสะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่ค่าการกลั่นทิพย์หรือเป็นค่าการกลั่นที่อ้างอิง
นายเอกนิติกล่าวว่า สำหรับภาษีสรรพสามิต ต้องดูความสมดุลจริงๆ ว่าฐานะการคลังและการช่วยเหลือประชาชนจะใช้เครื่องมืออะไร วันนี้สิ่งที่เราได้ตัดสินใจคือใช้กลไกของกองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นกลไกในการรักษาเสถียรภาพในเรื่องราคา ไม่ให้ส่งผ่านไปถึงประชาชนช่วยชะลอผลกระทบทั้งขาขึ้นและขาลง ซึ่งในหลายๆ ประเทศ ที่ตนได้ไปคุยมาไม่มีลักษณะของกองทุนนี้ ขณะเดียวกันภาษีสรรพสามิต เป็นรายได้หลัก ซึ่งเราต้องดูแลในเรื่องรายจ่ายอีกจำนวนมาก งบประมาณของประเทศในปีงบประมาณ 2569 เราได้ตั้งรายจ่ายมาตั้งแต่ในอดีตจนมาถึงปัจจุบัน ซึ่งรัฐบาลนี้เข้ามาก็ใช้งบประมาณนี้เช่นกัน เพราะฉะนั้นเราต้องดูแลฐานะการเงินและรายได้เพียงพอที่จะมาใช้เป็นรายจ่ายในส่วนต่างๆ อีกมากในการดูแลประชาชนในทุกภาคส่วนไม่ใช่เฉพาะผู้ใช้น้ำมัน ประชาชนจำนวนมากที่ได้รับความเดือดร้อนในส่วนต่างๆ ต้องได้รับงบประมาณจำนวนมากในการดูแล ซึ่งงบประมาณตรงนี้ในทุกกระทรวง ก็ต้องใช้งบเพราะฉะนั้นการที่จะหารายได้เพื่อที่จะมาดูแลประชาชนในส่วนอื่นๆ ให้เพียงพอก็เป็นหน้าที่หนึ่งที่เราต้องรักษาสมดุลนี้

“เราต้องดูแลประชาชนไม่ให้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลก วิกฤตน้ำมันที่ขาดแคลนได้ส่งผลกระทบให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกผันผวนสูงมาก กลไกในการดูแลส่วนนี้จึงต้องใช้กองทุนน้ำมันมาช่วยชะลอไม่ให้กระทบประชาชน และท้ายที่สุดกองทุนน้ำมันก็เป็นภาระของคนทุกคนเช่นเดียวกับภาษีสรรพสามิตก็เป็น ภาระที่กระทบคนทุกคน เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราดูแลคือใช้เครื่องมือให้ตรงจุด ใช้กองทุนน้ำมันในการดูแลรักษาเสถียรภาพของราคา ภาษีสรรพสามิตหารายได้มาดูแลประชาชนทุกภาคส่วน ถ้าเราไม่สามารถรักษาความสมดุล สิ่งหนึ่งที่อาจจะตามมาที่ใช้ทรัพยากรทุกอย่างไปดูแลประชาชนบางกลุ่มอาจจะมีประชาชนอีกหลายกลุ่มอาจจะได้รับผลกระทบจากการใช้เครื่องมือที่ผิด สิ่งที่น่ากลัวที่สุดถ้าเราไม่สามารถบริหารจัดการวิกฤตครั้งนี้ด้วยการดูแลประชาชนทุกภาคส่วนนอกจากประชาชนจะเดือดร้อนแล้ว วิกฤตพลังงานซึ่งเป็นวิกฤตโลกอาจจะนำพามาสู่วิกฤตอื่นๆ เช่นวิกฤตการคลัง อาจจะทำให้ประชาชนเดือดร้อนยิ่งกว่า” นายเอกนิติกล่าว
นายกรณ์ ยังถามเกี่ยวกับการเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท ที่ยังไม่ได้มีการปรึกษากับกระทรวงการคลัง จึงเป็นห่วงว่าในอนาคตรองนายกฯจะสามารถรักษาวินัยการคลัง ตามความตั้งใจได้หรือไม่ จริงๆ เราทราบกันดีว่าฐานะการคลังของประเทศ ณ ปัจจุบันค่อนข้างดี หนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็จริง แต่คิดตามสัดส่วนเมื่อเทียบกับต่างประเทศอยู่ในระดับที่ถือว่าดี สาเหตุสำคัญที่เป็นเช่นนั้นเพราะเรามี พ.ร.บ.หนี้สาธารณะที่จำกัดการขาดดุลของทุกรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา กฎหมายฉบับนี้เปิดโอกาสให้รัฐบาลสามารถมีอะไรได้มากกว่ารายจ่ายได้ในปีงบประมาณแต่ละปีแต่มีเพดานจำกัดอยู่ที่ 20% ของงบประมาณโดยรวม จึงอยากถามว่า สถานการณ์ ปัจจุบันเข้าเกณฑ์เข้าเกณฑ์ลำมูลมาตรา 172 ในการออก พ.ร.ก.กู้เงิน หรือไม่และสถานการณ์แบบไหนที่ท่านมองว่ารัฐบาลนี้อาจที่จะออก พ.ร.ก.กู้เงินจากการขาดดุลในงบประมาณได้

นายเอกนิติ ชี้แจงว่า ปัจจุบันมาตรา 172 คือสถานการณ์ฉุกเฉินและไม่มีทางเลือกอื่น สิ่งหนึ่งที่ตนพยายามทำอยู่ในปัจจุบันคือพยามดูงบประมาณในส่วนอื่นว่าเรามีเหลือขนาดไหนที่จะสามารถทำเป็นพระราชบัญญัติเพื่อเตรียมที่จะเอามาช่วยเยียวยาประชาชน หากถามว่าสถานการณ์วิกฤตหรือไม่วันนี้มีการดูความหมายของวิกฤตได้หลายอย่างวิกฤตครั้งนี้จะแตกต่างจากวิกฤตในอดีต วันที่ตนได้ไปประชุมธนาคารโลกและกองทุนการเงินระหว่างประเทศทุกคนยอมรับว่านี่คือวิกฤตของโลกที่ทุกคนเจอเหมือนกันผ่านวิกฤตตะวันออกกลางฉะนั้นตนก็เตรียมความพร้อมว่าถ้ารุนแรงมากขึ้นก็ต้องเตรียมทรัพยากรทางการเงินมาดูแลประชาชนอย่างไร โดยมอบให้กรมบัญชีกลางไปดูเม็ดเงินที่ไม่ยังไม่เบิกจ่ายมีเงินเหลือเท่าไหร่เพื่อเอามาดูแลประชาชนที่เดือดร้อน สิ่งที่น่าเป็นห่วงทุกวันนี้ทุกคนในต่างประเทศพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าขออย่าให้หวาดแห่เพราะทรัพยากรทั้งโลกเราพึ่งฟื้นตัวจากโควิดปัญหาของฐานะการคลังของทั้งโลกไม่เหมือนในอดีตเพราะฉะนั้นสิ่งที่เราต้องใช้คือต้องใช้ให้ตรงจุด โดยเราพยามดูแลกลุ่มเปราะบางไม่ให้ผลกระทบส่งผ่านไปถึงคนอื่นๆอย่างรวดเร็ว ผ่านราคาสินค้า แต่ไม่ใช่เหวี่ยงแหไม่ช่วยให้เศรษฐีที่อาจจะใช้รถน้ำมันดีเซลเหมือนกันได้รับการเยียวยาเช่นเดียวกับกลุ่มคนที่เดือดร้อนเพราะฉะนั้นเราต้องมองคนที่เดือดร้อนจริงๆ นี่คือนโยบายที่ทั้งโลกเห็นว่าเป็นนโยบายที่ควรมาช่วยคนที่เดือดร้อนมากที่สุด
“วันนี้มาตรา 172 ควรใช้หรือยังผมก็ต้องเตรียมกระสุนไว้ถ้างบประมาณที่เราสามารถเรียกคืนมาได้ไม่เพียงพอเราก็ต้องเตรียมเม็ดเงินอื่นเพื่อดูแลประชาชนที่ต้องเยียวยาและสิ่งที่ตนพยายามทำไว้คือคือนอกจากเราจะมาใช้ไม่ใช่กลุ่มเยียวยาแต่เอามาใช้ในการเปลี่ยนผ่านประเทศช่วยให้ประเทศไทยถ้าพ้นวิกฤติครั้งนี้ประเทศไทยสามารถกลับมาเข้มแข็งขึ้น ช่วยเปลี่ยนผ่านประเทศไทยจากการพึ่งผ่านน้ำมันก๊าซธรรมชาติการนำเข้าเยอะก็มาใช้พลังงานทดแทนซึ่งเป็นการเตรียมการล่วงหน้า และการยกระดับให้ประเทศไทยมีขีดความสามารถแข่งขันที่ดีขึ้นถ้าเราพ้นวิก วันนี้ งบประมาณของเราเรียกว่าใช้เต็มเพดานที่บอกว่าเราจะขาดทุนได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของรายจ่ายงบประมาณประจำปี ร้อยละ 80 ของการชำระต้นเงินกู้เพราะฉะนั้นวันนี้ เราต้องใช้ทรัพยากรทุกอย่างให้มีค่าและถ้ามีความจำเป็นก็อาจต้องใช้มาตรา 172” นายเอกนิติกล่าว


