เปิดคำชี้แจง ป.ป.ช.
คดี‘ศักดิ์สยาม ชิดชอบ’
หมายเหตุ – สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงข้อเท็จจริงการดำเนินการต่อนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กรณีครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด (หจก.) บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เมื่อวันที่ 23 เมษายน
ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชน กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นั้น
สำนักงาน ป.ป.ช.ขอแถลงข้อเท็จจริงในประเด็นดังต่อไปนี้
1.กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จำนวน 6 ครั้ง มีรายละเอียดดังนี้
(1) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562
(2) กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562
(3) กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 573 วัน ซึ่งเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าอันเนื่องมาจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่
(วันที่ 3 มีนาคม 2566)
(4) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2566
(5) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566
(6) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 16 วัน
ทั้งนี้ ในการยื่นบัญชีทั้ง 6 ครั้ง ของนายศักดิ์สยาม ไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแต่อย่างใด
โดยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 โดยวินิจฉัยว่านายศักดิ์สยาม กับนาย ศ. ได้ตกลงกันให้นำเงินของนายศักดิ์สยาม ไปทำธุรกรรมต่างๆ ในนามของนาย ศ. โดยขั้นตอนสุดท้าย ได้มีการนำเงินนั้นไปซื้อกองทุน TMB-T-ES-DPlus และ กองทุน TMB-T-ES-IPlus ในชื่อนาย ศ. แล้วขายกองทุนดังกล่าวเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม เช่นนี้ เงินจำนวน 119,500,000 บาท ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยาม
นายศักดิ์สยามจึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแล หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยามมาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรี ที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใดๆ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้ามตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 187 ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5)
ทั้งนี้ การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 นายศักดิ์สยามได้ยื่นหนังสือชี้แจงกรณีที่ไม่ได้แสดงรายการเงินลงทุนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า นาย ศ.โต้แย้งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นส่วนของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคัดค้านไม่ให้นายศักดิ์สยาม ระบุรายการทรัพย์สินดังกล่าวในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งนายศักดิ์สยามได้ยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้กระทำการตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศาลบังคับให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท ให้แก่นายศักดิ์สยาม และให้นาย ศ. ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิด และหุ้นส่วน และให้นายศักดิ์สยาม เข้าไปเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วนแทนนาย ศ.
ต่อมา เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ได้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศักดิ์สยามไม่ติดใจให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท อีกต่อไป และยอมรับว่า นาย ศ. เป็นผู้ซื้อหุ้นและเป็นผู้มีสิทธิในการถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท โดยเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิด และนาย ศ. ยังคงเป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งรายการจดทะเบียนของห้าง ณ วันที่ทำสัญญา ประนีประนอมยอมความ เป็นของนาย ศ. ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และนายศักดิ์สยามยอมรับว่า ได้ขายหุ้นให้แก่นาย ศ. ดังนั้น นาย ศ. จึงเป็นผู้มีสิทธิในการดำเนินธุรกิจและบริหารกิจการของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาท นาย ศ. ตกลงจะรับซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยาม เป็นการตอบแทน โดยนายศักดิ์สยามตกลง
จะขายที่ดินทั้งหมดจำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่
373 ตารางวา ให้แก่นาย ศ. แบบเหมายกแปลงราคาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 51,505,267.50 บาท โดยนาย ศ. ตกลงชำระเงินให้แก่นายศักดิ์สยามภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 และนายศักดิ์สยามตกลงดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้แก่นาย ศ. ภายในวันที่ 9 กรกฎาคม 2568
อีกทั้ง นายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกัน และไม่ติดใจดำเนินคดีใดๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกันอีก ต่อมา ศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ
ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นายศักดิ์สยามได้มีหนังสือขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี) และยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงรายการที่ดินที่ขายและโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับนาย ศ. ตามคำพิพากษาตามยอมที่มีการชำระเงินค่าที่ดินให้แก่นายศักดิ์สยาม รวมจำนวน 51,505,267.50 บาท
จากเอกสารหลักฐานทางทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่า นายศักดิ์สยามได้โอนเงินลงหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่นาย ศ. เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 โดยนายศักดิ์สยาม และนาย ศ. ได้ซื้อขายสิทธิเงินลงทุนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และชำระเงินเสร็จสิ้น รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทางทะเบียนแล้ว ก่อนที่นายศักดิ์สยามจะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ในทุกตำแหน่ง
ต่อมา เมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลง เนื่องจากนายศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแล หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม จึงได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงทุนในหุ้นของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น คืนให้กับนายศักดิ์สยาม และให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วน ผู้จัดการของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่นาย ศ. เพิกเฉย นายศักดิ์สยามจึงได้มีการนำคดีมาฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี อันเป็นที่มาของคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว และเป็นการดำเนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ในการแสดงสิทธิเงินลงทุนใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เพื่อติดตามและดำเนินคดีให้ได้สิทธิคืนมา ประกอบกับหลังจากมีการซื้อขาย และโอนเงินลงหุ้นระหว่างนายศักดิ์สยาม กับนาย ศ. เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 หลักฐานทางทะเบียนยังปรากฏชื่อนาย ศ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ โดยยังไม่มีการจดทะเบียนแก้ไข และไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือปรากฏพฤติการณ์อื่นว่า ภายหลังจากที่นายศักดิ์สยามโอนเงินลงหุ้นให้นาย ศ. แล้ว นายศักดิ์สยามได้เข้าไปบริหารกิจการหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่อย่างใด
ส่วนนาย ศ. เมื่อซื้อสิทธิเงินลงหุ้นมาแล้ว ยังแสดงตนเป็นเจ้าของหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยอมโอนคืนเงินลงหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศักดิ์สยาม ทำให้นายศักดิ์สยามต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาล จนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน
อีกทั้ง เมื่อดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว นายศักดิ์สยามได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดิน และการชำระเงินค่าที่ดินเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าว จึงแสดงให้เห็นว่านายศักดิ์สยามเข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามเข้าไปดำเนินการใดๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดงหุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบกับนายศักดิ์สยามได้ดำเนินการตามคำพิพากษา ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย และได้มีการแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 แล้ว เห็นว่ารายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ไม่ปรากฏว่าผิดปกติ จึงให้จัดทำผลการตรวจสอบแล้วเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 111
ทั้งนี้ จากข้อเท็จจริงข้างต้น กรณีที่นายศักดิ์สยามได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น
และข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริง คนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ประกอบกับคณะกรรมการ ป.ป.ช.ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าว มาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช.จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.แล้ว
2.กรณีมีหนังสือร้องเรียนนายศักดิ์สยาม เมื่อครั้งดำรงแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรณีเข้าไปมีส่วนได้เสียใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ห้างดังกล่าว และนิติบุคคล ที่เป็นพวกพ้องของตนได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อันเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้กำกับดูแล
จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานโดยการสอบปากคำพยานบุคคล จำนวน 25 ปาก และขอทราบข้อเท็จจริงจากกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และธนาคารทหารไทยธนชาต จำกัด (มหาชน) รวมถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 แล้ว เห็นว่าการที่ศาลรับฟังข้อเท็จจริงว่านายศักดิ์สยามยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองและดูแล หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยามมาโดยตลอดเท่านั้น โดยยังมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนในการถือหุ้นของนายศักดิ์สยามที่อาจเข้าลักษณะของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่
ดังนั้น การที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารจัดการห้างดังกล่าว และทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรง หรือสามารถใช้อำนาจใดๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา รวมถึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเข้าแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด ประกอบกับวงเงินอนุมัติในการจัดซื้อจัดจ้าง เป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยามใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเอื้อประโยชน์ให้กับห้างหรือมีการสมยอมกันเสนอราคาของกลุ่มเอกชน ในการเข้าเสนอราคากับกรมทางหลวง หรือกรมทางหลวงชนบทแต่อย่างใด
และจากการตรวจสอบข้อมูลการเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมของ หจก.
บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ก่อนที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือ วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 และในระหว่างที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2566 หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้เข้าเป็นคู่สัญญา เฉลี่ยปีละ 27 สัญญา
ซึ่งเห็นว่าไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งแต่ประการใด ซึ่งจากการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ความว่า ในการเข้าประกวดราคากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปี 2562-2566 นั้น เป็นเรื่องของการเสนอราคาและแข่งขันราคา ในการเสนองานของทางราชการตามปกติ และเสนอราคาผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วยวิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-bidding โดยไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งของนายศักดิ์สยาม ทั้งในทางตรงหรือทางอ้อม รวมถึงการกระทำที่เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐแต่อย่างใด
นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบัญชีงบดุล กำไร ขาดทุน ที่มีการเปลี่ยนแปลงของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เห็นว่า หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เริ่มมีผลกำไรที่มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี ในปี 2559 ซึ่งจากข้อมูลการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลง หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นั้น ปรากฏว่าในปี 2558 มีการจดทะเบียนเพิ่มเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการ ทำให้สินทรัพย์ของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เพิ่มขึ้นจาก 77 ล้านบาทเศษ ในปี 2557 เป็น 147 ล้านบาทเศษ ในปี 2558 ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่นายศักดิ์สยามเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงประมาณ 5 รอบปีบัญชี
จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม
อีกทั้งจากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอเอกสารจาก สตง.ก็ไม่ปรากฏข้อร้องเรียนว่า หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และนิติบุคคลอื่น ที่ชนะการเสนอราคา และได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปีงบประมาณ 2562-2566 นายศักดิ์สยาม เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้มีการแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่นแต่อย่างใด พยานหลักฐานจึงไม่มีมูลให้รับฟังว่า การกระทำของนายศักดิ์สยาม ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซง หรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด
3.สำหรับคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงนั้น เป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น

