หน้าแรก การเมือง ปปช.แจงยิบคดี...

ปปช.แจงยิบคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ชี้คนละฐานความผิดศาลรธน. ระบุขาดเจตนาจงใจกระทำผิด

24.04.26 | 06:45 น.

ปปช.แจงยิบคดี ‘ศักดิ์สยาม’ ชี้คนละฐานความผิดศาลรธน. ระบุขาดเจตนาจงใจกระทำผิด ปชน.วาง3แนวทางสู้คดี44ส.ส.ก้าวไกล 6 พรรคเคลียร์โควตา35กมธ.ลงตัว

นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์จำนวน 5 หน้า กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เมื่อครั้งเป็นส.ส.และเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กรณีครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เมื่อวันที่ 23 เมษายน มีใจความดังนี้ กรณีการยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน (ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น) ป.ป.ช. พิจารณาแล้วเห็นว่า ยังฟังไม่ได้ว่าเป็นการจงใจยื่นบัญชีเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริง โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ นายศักดิ์สยามเข้าใจว่าตนเองได้โอนหุ้นไปโดยชอบแล้วตั้งแต่ปี 2561 (ก่อนรับตำแหน่ง) และมีหลักฐานการจดทะเบียนโอนหุ้นทางทะเบียนชัดเจน หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย (17 มกราคม2567) นายศักดิ์สยามได้ฟ้องร้องเพื่อขอคืนหุ้นจนมีการประนีประนอมยอมความ และได้แจ้งขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินต่อ ป.ป.ช. ให้เป็นปัจจุบันแล้ว เป็นคนละประเด็นกับศาลรัฐธรรมนูญ: ป.ป.ช. ระบุว่ามตินี้ไม่ขัดหรือแย้งกับศาลฯ เนื่องจากพิจารณาคนละฐานความผิด โดยศาลฯ พิจารณาเรื่องความเป็นรัฐมนตรี แต่ ป.ป.ช. พิจารณาเรื่องเจตนาในการยื่นบัญชี

กรณีการใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ให้พวกพ้อง ป.ป.ช. ตรวจสอบแล้ว ไม่พบพยานหลักฐานว่ามีการกระทำผิดหรือเอื้อประโยชน์ เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานว่านายศักดิ์สยามใช้ตำแหน่งรัฐมนตรีเข้าไปแทรกแซงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบท การประมูลเป็นไปตามปกติ โดยหจก.บุรีเจริญฯ เข้าประมูลงานผ่านระบบ E-bidding ตามปกติ และจำนวนสัญญาที่ได้รับเฉลี่ยต่อปีไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างผิดปกติเมื่อเทียบกับช่วงก่อนรับตำแหน่ง อำนาจอนุมัติเงินการจัดซื้อจัดจ้างอยู่ในอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่ใช่อำนาจของรัฐมนตรีโดยตรง และกรณีความผิดทางจริยธรรมสำหรับประเด็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ปัจจุบันยังอยู่ระหว่าง กระบวนการตรวจสอบเบื้องต้น ของ ป.ป.ช.

ส่วนกรณีกรณีวันที่ 24 เมษายน ที่ศาลฎีกานัดฟังคำสั่งคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริจแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ยื่นคำร้องไป อดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กรณีเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 หรือไม่ นั้น นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) ฝ่ายกฎหมาย กล่าวว่า ประเมินผลคำสั่งของศาลฯ คาดว่าจะมี 3 ทาง คือ 1.ศาลฯ ไม่รับฟ้อง 2.ศาลรับฟ้อง แต่อาจแบ่งเป็น 2.1 ถ้าไม่มีคำสั่งเป็นอย่างอื่น 10 ส.ส.หยุดปฎิบัติหน้าที่จนกว่าศาลจะมีคำตัดสิน กับ 2.2 มีคำสั่งเพิ่่มเติมให้ 10 ส.ส.ปฎิบัติหน้าที่ต่อได้ และ 3.ศาลสั่งให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแก้ไขคำร้องเพิ่มเติม เนื่องจากคำร้องไม่สมบูรณ์ เพราะกระบวนการไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานไม่ครบถ้วน ทีมกฎหมายได้เตรียมแนวการต่อสู้ไว้ 3 แนวทาง คือ 1.ข้อต่อสู้ตามหลักการว่า อำนาจตุลาการไม่สามารถล่วงละเมิดการพิจารณาเนื้อหาโดยเฉพาะการเสนอร่างกฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติได้ เพราะหากร่างกฎหมายฉบับใด เมื่อผ่านการพิจารณาของสภาฯ ก่อนจะนำร่างกฎหมายขึ้นทูลเกล้าฯ ก็ต้องมีการตรวจสอบว่าขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่ ซึ่งจะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่วินิจฉัย 2.ข้อต่อสู้เฉพาะบุคคล เพราะแม้ว่าทั้ง 44 คนจะถูก ป.ป.ช.ยื่นคำร้องเหมารวมเป็นสำนวนเดียวกัน แต่พบว่าถูกกล่าวหาด้วยวิธีการเฉพาะตัวด้วย ดังนั้นต้องมีการสืบเจตนาและพฤติการณ์เฉพาะตัวกับบุคคลที่ถูกกล่าวหา ว่ามีเจตนาหรือไม่อย่างไร และ 3.อำนาจของ ป.ป.ช.ตามรัฐธรรมนูญ รวมถึงกระบวนการที่ผ่านมาทั้งหมด ซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย โดยทีมกฎหมายจะขอให้ศาลสั่งยกคดีทั้งหมด หรือย้อนกระบวนการพิจารณาใหม่

ส่วนการสัดส่วนคณะกรรมาธิการ(กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ นั้น นายธนยศ ทิมสุวรรณ สส.เลย พรรคภูมิใจไทย ในฐานะคณะกรรมการประสานงานร่วมรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎร (วิปรัฐบาล) ให้สัมภาษณ์ว่า นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร และตัวแทน 6 พรรคการเมืองมีสัดส่วนได้ประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภาผู้แทนราษฎรทั้ง 35 คณะ ว่า ทุกคนได้พูดคุยกันและเห็นว่าเป็นการทำงานร่วมกัน ทุกคนยอมแพ้ในสิ่งที่ตัวเองยืน แม้จะมีหลายคณะที่หลายพรรคมีความต้องการที่ตรงกัน จึงทำให้ได้ข้อสรุปโดยดี ส่วนคณะกรรมาธิการที่มีข้อถกเถียงกันก่อนหน้านี้นั้น จริงๆเป็นสิ่งที่ทุกพรรคอยากได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการจะทำงาน ได้มีการพูดคุยกันมากขึ้น ได้มีการแลกเปลี่ยนเพื่อทำงานร่วมกัน และทุกคนถอยร่วมกันจึงทำให้ได้ข้อตกลงร่วมกัน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับโควตาประธาน กมธ. มีดังนี้พรรคภูมิใจไทยได้ 14 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.แก้ปัญหาหนี้สิน ความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ 2.กมธ.ความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ 3.กมธ.การคุ้มครองผู้บริโภค 4.กมธ.การเงิน การคลัง สถาบันการเงินและตลาดการเงิน 5.กมธ.การที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 6.กมธ.การปกครอง 7.กมธ.การกระจายอำนาจ การปกครองส่วนท้องถิ่น และการบริหารราชการรูปแบบพิเศษ 8.กมธ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ (กมธ.ป.ป.ช.) 9.กมธ.การพลังงาน 10.การพาณิชย์และทรัพย์สินทางปัญญา 11.กมธ.การศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรม 12.กมธ.การสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม 13.กมธ.การอุตสาหกรรม และ 14.กมธ.การตำรวจ

Advertisement

ขณะที่พรรคประชาชน ได้ 9 คณะประกอบด้วย 1.กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน 2.กมธ.กิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน 3.กมธ.คมนาคม 4.กมธ.ศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ 5.การทหาร 6.กมธ.การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน 7.กมธ.การพัฒนาเศรษฐกิจ 8.กมธ.การสวัสดิการสังคม และ 9.กมธ.การป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและสาธารณภัย

ส่วนพรรคเพื่อไทย ได้ 5 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.กิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ 2.กมธ.การเกษตรและสหกรณ์ 3.กมธ.การแรงงาน 4.กมธ.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ 5.กมธ.การศึกษา ขณะที่พรรคกล้าธรรม ได้ 4 คณะ ประกอบด้วย 1.กมธ.กิจการสภาผู้แทนราษฎร 2.กมธ.การกีฬา 3.กมธ.การท่องเที่ยว และ 4.กมธ.การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ สำหรับพรรคประชาธิปัตย์ ได้ 2 คณะ ประกอบด้วย กมธ.การสาธารณสุข และ กมธ.การป้องกันปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด (กมธ.ป.ป.ง.) และพรรคเพื่อไทยรวมพลัง ได้ 1 คณะ คือ กมธ.การต่างประเทศ