หน้าแรก การเมือง สมช. ตั้งเป้า...

สมช. ตั้งเป้าปี 70 ดับไฟใต้สนิท ยึดยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ยันตั้งผอ.ข่าวกรอง นั่งหัวหน้าคณะเหมาะแล้ว

23.04.26 | 19:57 น.
สมช.

เลขาสมช แจงสภา ตั้งเป้าปี 70 ยุติความรุนแรง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แต่ต้องปรับปรุงให้ทันสถานการณ์ ยอมรับเป็นความท้าทาย ภายใต้ข้อจำกัด ยันการพูดคุยสันติสุขมีตลอด ล่าสุดคุยกลุ่มบีอาร์เอ็น จน มีข้อสรุปที่ ยันตั้งผอ.ข่าวกรอง เป็นหัวหน้าคณะเหมาะสมแล้ว

 

เมื่อวันที่ 23 เมษายน ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ชี้แจงข้อซักถามในการพิจารณารับทราบร่างนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2568-2570 เสนอโดยสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ถึงเป้าหมายยุติเหตุรุนแรงในปี 2570 ว่าเรื่องนี้มีที่มาสืบเนื่องจากเดิม ในยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ตามพ.ร.บ.ยุทธศาสตร์ชาติ ได้กำหนดเป้าหมายเรื่องนี้ไว้อยู่ในกฎหมายและเป็นเรื่องที่ ทุกหน่วยงานต้องนำไปปฏิบัติ แต่ต่อมามีการทบทวนเนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นก็มีการทบทวนปรับตัวชี้วัดดังกล่าว อย่างไรก็ตามนโยบาย แผนระดับชาติและความมั่นคง ซึ่งเป็นเรื่องที่เชื่อมโยงมาเป็นแผน ระดับ2 ยังมีการโยงตรงนี้อยู่และนำไปสู่การจัดทำ นโยบายจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะยึดโยงกับแผนดังกล่าว

“ในทางปฏิบัติการกำหนดเป้าหมายปี 70 ที่ยุติโดยสมบูรณ์ ในแง่การทำงานถือว่าเป็นความท้าทาย ที่ต้องให้ทุกหน่วยงานช่วยกันผลักดัน อาจจะมีข้อจำกัดค่อนข้างมาก แต่อย่างน้อยต้องตั้งเป้าที่ชัดเจน และเป็นความท้าทายที่ทุกหน่วย ต้องพยายามทำให้บรรลุในเรื่องดังกล่าว เพราะจะโยงถึงการ ประเมินผลการปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องด้วย เป็นเงื่อนไขที่ให้ปี70 ต้องยุติโดยสมบูรณ์ อย่างไรก็ตามขอน้อมรับในบางประเด็นที่ยังมีจุดอ่อนไปปรับแก้ไข” นายฉัตรชัย กล่าว

ส่วนประเด็นการพูดคุยสันติสุข เลขาสมช. กล่าวว่า ความจริงการพูดคุยทำมานานแล้วโดยทำในทางลับ ทางเปิด และปิดมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2552 -2553 ในการดำเนินการเราพบว่าการพูดคุยสันติสุขจะให้ได้ผลต้องพูดคุยกับกลุ่มที่มีอำนาจตัดสินใจ และเป็นกลุ่มที่อาจจะเกี่ยวพันกับการใช้ความรุนแรง เพื่อสร้างบรรยากาศ ของ การพูดคุยที่เอื้อต่อการหาข้อสรุปร่วมกัน ซึ่งได้ดำเนินการเรื่อยมา จนสามารถหากลุ่มที่คิดว่ามีความเหมาะสมที่จะพูดคุยเพื่อหาข้อยุติร่วมกัน ต่อมาได้มีการผลักดันและขับเคลื่อนการพูดคุยอย่างต่อเนื่องเกือบ 20 ปีที่ผ่านมา มีช่วง 2567 -2568 มีการหารือกับกลุ่มขบวนการบีอาร์เอ็น โดยบรรลุในเบื้องต้นคือแผนสันติสุขแบบองค์รวม เจซีพีพี โดยมีข้อสรุปที่พยายามจะผลักดันร่วมกันคือ 1.การยุติความรุนแรง 2.มีเวทีหารือสาธารณะเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม และ3.การแสวงหาทางออกทางการเมือง ซึ่งพยายามมีตรงนี้ให้เป็นกรอบในการทำงาน

Advertisement

นายฉัตรชัย กล่าวว่า กลุ่มที่มาคุยกับเราก็เห็นชอบในแนวนั้น แต่ในกลุ่มผู้เห็นต่าง ก็ยังมีมุมมองที่หลากหลายมากเพราะบางกลุ่มไม่เห็นด้วย กับแนวทางนี้ บางกลุ่มก็ยังคงดำรงใช้ความรุนแรง ดังนั้นเอกภาพทางความคิดของกลุ่มขบวนการก็เป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้กรอบแผนที่จะทำงานตรงนี้มีข้อจำกัดในการปฏิบัติ ซึ่ง เราก็พยายามผลักดันและโน้มน้าวให้ทุกฝ่ายใช้แนวทางนี้แก้ไขปัญหา จึงคิดว่าประเด็นการสร้างความไว้วางใจเป็นสิ่งสำคัญกับกลุ่มต่างๆ ถ้าเขาความไว้วางใจและเชื่อมั่นแผ่นต่างก็จะเดินไปได้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องปรับปรุงแก้ไขต่อไป

เลขาสมช. กล่าวว่า ส่วนในการดำเนินการเรื่องนี้ล่าสุดเมื่อช่วง ปี 68 ต่อเนื่องปี 69 ได้มีการพูดคุยกันครั้งหนึ่ง เป็นการพูดคุยระดับสูงฝ่ายทหารและการเมืองของกลุ่มบีอาร์เอ็น เป็นการพูดคุยกันที่มาเลเซียในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนว่าจะต้องมีกรอบการพูดคุย เราก็ดำเนินการตามกรอบดังกล่าวไประดับหนึ่งแล้ว จนมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล ซึ่งจะได้มีการสานต่อในเรื่องนี้ต่อไป ซึ่งตรงนี้เป็นแนวทางที่พยายามผลักดันให้เกิดความสำเร็จในแผนดังกล่าวเพื่อให้เกิดการใช้จริงในพื้นที่

นายฉัตรชัย กล่าวว่า ส่วนการตั้งผู้อำนวยการ สำนักข่าวกรอง เป็นหัวหน้าคณะพูดคุย ที่มีข้อสังเกตว่าเป็นการไปหาข่าวทั้งหมดได้ประเมินตรวจสอบแล้วผู้อำนวยการ เป็นผู้ที่มีประสบการณ์ในเรื่องดังกล่าวเป็นที่ยอมรับของฝ่ายต่างๆและคิดว่าน่าจะเป็นผู้ที่สามารถขับเคลื่อนงานต่อไปได้ ซึ่ง กระบวนการพูดคุยไม่ว่าใครจะมาเป็นก็ตามต้องยึดหลักภายใต้รัฐธรรมนูญของไทยและไม่เกินขอบเขตภายใต้รัฐธรรมนูญไทยดังนั้นการดำเนินการตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้องยึดแนวนโยบายภาพรวมและยึดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวังไม่ให้เกิดความไม่เชื่อมั่นของผู้ที่จะมาพูดคุย คงไม่จำเป็นต้องไปหาข่าวแต่ต้องแสดงความเชื่อมั่น และสร้างความไว้วางใจต่อกัน

นายฉัตรชัย กล่าวด้วยว่า สำหรับการขับเคลื่อนแผนงานโครงการงบประมาณมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนอกจากศอบต. ก.อ.รมน สมช.แล้วยังมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 10 กระทรวง 19 หน่วยงาน ร่วมกันทำงานก็พยายามใช้การบูรณาการเพิ่มให้เกิดความซ้ำซ้อนแต่ก็มีข้อจำกัดที่เราจะต้องพยายามไปทบทวนแนวทางดังกล่าว ตนในนาม สมช. ก็ขอรับข้อสังเกตไปปรับปรุงแก้ไขต่อไปเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติในระยะต่อไป