ฝ่าวิกฤตน้ำมันแพง! ปชป.จัดประชุมใหญ่สามัญ ควบคู่ออนไซต์-ออนไลน์ “อภิสิทธิ์” ขอบคุณสมาชิกหลังเลือกตั้ง สั่งเตรียมพร้อมเดินหน้าวางรากฐานพรรคตั้งแต่บัดนี้ เผย เจมส์ประสานให้ทุกคนเข้าทำงานใน กมธ.สามัญทั้ง 35 คณะ
เมื่อวันที่ 25 เมษายน ที่พรรคประชาธิปัตย์ พรรคประชาธิปัตย์ประชุมใหญ่สามัญ ประจําปี 2569 โดยมีบรรดากรรมการบริหารพรรคและสมาชิกพรรคเข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ทั้งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ เลขาธิการพรรค นายกรณ์ จาติกวณิช นางการดี เลียวไพโรจน์ นายเมฆินทร์ เอี่ยมสะอาด รองหัวหน้าพรรค ส.ส. กรรมการบริหาร (กก.บห.) และสมาชิกพรรคบางส่วนประชุม ขณะเดียวกันก็มีการประชุมผ่านระบบออนไลน์ สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมา ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์วิกฤตน้ำมันในปัจจุบัน

ทั้งนี้ การประชุมใหญ่สามัญฯเป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมือง และตามข้อบังคับของพรรค ซึ่งจะต้องมีการจัดประชุมสามัญอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ภายในเดือนเมษายนของทุกปี สำหรับองค์ประชุม ตามกฎหมายและตามข้อบังคับขณะนี้ครบองค์ประชุมครบ คือมีผู้ที่เข้าร่วมการประชุมทั้งสิ้น 299 คน อยู่ในห้องประชุม 51 คน และอยู่ในระบบออนไลน์ 248 คน
โดยการประชุมในเป็นการรายงานผลการดําเนินงานของพรรคในรอบปีปฏิทินที่ผ่านมา รวมไปถึงรับรองงบการเงิน ประจําปี 2568 ตามพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 แต่จะไม่มีการแต่งตั้งรองหัวหน้าพรรค แทนนายวีระพงษ์ ประภา ที่ลาออกไปดำรงตำแหน่งผู้แทนการค้าไทย ในรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล

โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ต้องขอบคุณทุกคนอีกครั้ง ในการเลือกตั้งเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งได้รับความร่วมมือด้วยดีจากทุกฝ่ายด้วยข้อจำกัดหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของเวลาที่ทำให้อาจเกิดความไม่พร้อมในการบริหารจัดการ และกระบวนการสรรหาผู้สมัคร ทุกคนคงเข้าใจในข้อจำกัดนี้ดี ส่วนผลการเลือกตั้งที่ออกมาตนก็คิดว่าในส่วน ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อนั้นไม่ได้ห่างจากเป้าหมายและความคาดหมายที่เรามี เมื่อคิดสัดส่วนคะแนนของบัญชีรายชื่อกลับไปอยู่สูงกว่าปี 2562 เล็กน้อย ซึ่งถือว่าเป็นฐานที่เราจะสามารถใช้ในการขยายไปสู่การเติบโตในวันข้างหน้าได้ แต่ต้องยอมรับว่าการแข่งขันในระบบเขตเลือกตั้งยังไม่ได้เป็นไปตามที่เราคาดหวัง ซึ่งตนก็ได้รับฟังหลังจากการเลือกตั้งแล้วจากทุกภาค ที่พูดถึงเงื่อนไขต่างๆ ที่ทำให้เราไม่ประสบความสำเร็จอย่างที่ตั้งใจไว้

“ทั้งหมดนี้ก็นำมาสู่การปรับแผนการดำเนินการทั้งหมดและเราก็มั่นใจว่าในการเลือกตั้งครั้งต่อไป เรามีเวลาในการเตรียมตัวตั้งแต่เลือกตั้งเสร็จ และได้เดินหน้าในการวางรากฐานหลายอย่างแล้ว” นายอภิสิทธิ์กล่าว
นายอภิสิทธิ์กล่าวต่อว่า รวมไปถึงการทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้าน แม้พรรคมีเพียงแค่ 21 เสียง แต่เสียงของเราก็เป็นสิ่งที่ดังพอสมควร ส.ส.ทุกคน ตั้งใจในการใช้ทุกโอกาสในสภา ไม่ว่าจะเป็นการเสนอญัตติ กระทู้ และต่อไปคือเรื่องของการเสนอกฎหมายควบคู่กับการอภิปราย เช่น การอภิปรายนโยบายรัฐบาล ทำให้เห็นถึงการทำงานของเราในฐานะฝ่ายตรวจสอบที่เข้มแข็ง มีเหตุและผล มีความพร้อม ความสร้างสรรค์และมีข้อเสนอแนะรวมไปถึงฉายภาพให้เห็นถึงแนวคิดของพรรคเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ของสังคม เศรษฐกิจ การเมือง ในทุกเรื่อง
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า การทำงานในสภาไม่เพียงพอ แต่ขณะนี้เรากำลังวางแผนในการทำงานให้เป็นระบบมากยิ่งขึ้น ทั้งในและนอกสภา ซึ่งจะเห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนขึ้นในช่วงปิดสมัยประชุมเป็นต้นไป คือช่วงเดือนกรกฎาคม แต่ขณะนี้สิ่งที่ทางผู้บริหารพรรคได้ทำในเรื่องของความพยายามที่จะใช้เทคโนโลยีและการเชื่อมโยงเข้าหากันให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น แม้กระทั่งการเข้ามายืนยันตัวตนในการประชุมใหญ่ในวันนี้ และต่อไปคือการเชื่อมโยงกับสมาชิกพรรคทั้งประเทศที่ใช้มีแอพพลิเคชั่น และระบบที่ทำให้สื่อสารภายในได้รับรู้รับทราบประเด็นข้อห่วงใยและความคิดเห็นของสมาชิกควบคู่ไปกับการเคลื่อนไหวในการทำงานของพรรค ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร ส.ส.สาขาพรรค ตัวแทนจังหวัดและอื่นๆ

นายอภิสิทธิ์กล่าวอีกว่า ขณะนี้สภาได้ข้อยุติแล้วในเรื่องการตั้งคณะกรรมาธิการ (กมธ.) สามัญประจำสภา มีทั้งสิ้น 35 คณะ แต่พรรคมี ส.ส.จำนวน ที่ได้ที่นั่งใน กมธ. 22 ที่นั่ง ทำให้เราไม่ได้เป็นกรรมาธิการครบทุกคณะ แต่จะพยายามประสานกับทุกกรรมธิการว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เราจะขอให้มีตำแหน่งของกรรมาธิการเป็นที่ปรึกษาอย่างเป็นทางการหรือไม่เป็นทางการ ผู้ชำนาญการ หรือเลขาฯ อะไรก็แล้วแต่ตามระเบียบของสภา ซึ่งตนอยากให้ผู้ที่มีประสบการณ์ ทั้งอดีตรัฐมนตรี อดีต ส.ส.ที่ประสงค์จะเข้ามาทำงานในส่วนของกรรมาธิการเหล่านี้ เร่งแจ้งเข้ามาถึงความสนใจการทำงานในกรรมาธิการ และหากกรรมาธิการไหนที่เราไม่มีกรรมาธิการ ก็จะให้พรรคร่วมฝ่ายค้านช่วยนำเสนอว่าจะสามารถเข้าไปมีบทบาทหรือมีส่วนร่วมในกรรมาธิการต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด
นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับประธานกรรมาธิการ พรรคได้มา 2 คณะ คือคณะกรรมาธิการสาธารณสุข และคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินและยาเสพติด เพราะฉะนั้น 2 คณะนี้อย่างน้อยเราน่าจะมีโอกาสในการที่จะคัดสรรบุคคลหรือบุคลากรเข้าไปเสริมได้ดียิ่งขึ้น

