ย้อนคำแถลงปิดคดี ‘ทวี’ ชี้ชัดนอมินี ‘ศักดิ์สยาม’ รายได้แค่ 9 พันแต่ซื้อหุ้นร้อยล้าน

25.04.26 | 11:23 น.

ย้อนคำแถลงปิดคดี ‘ทวี’ ชี้ชัดนอมินี ‘ศักดิ์สยาม’ รายได้แค่ 9 พันแต่ซื้อหุ้นร้อยล้าน หลัง ป.ป.ช.ย้ำไม่ได้ซุกหุ้น

จากกรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ “ป.ป.ช.” มีมติตีตกยกคำร้องคดีนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จงใจปกปิดบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ จนก่อให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ทางข้อกฎหมายอย่างแพร่หลาย

เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากการตรวจสอบคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ พ้นจากตำแหน่ง รมว.คมนาคม นั้นส่วนหนึ่งพิจารณาจากหลักฐานที่ได้จากคำแถลงปิดคดีของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชาติ

โดยคำแถลงดังกล่าวเป็นการแถลงปิดคดีต่อศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีหมายเลขพิจารณาที่ 8/2566 เพื่อขอให้ศาลวินิจฉัยว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ประกอบมาตรา 187 หรือไม่

เอกสารคำแถลงการณ์ปิดคดีดังกล่าว เปิดเผยรายละเอียดและหลักฐานสำคัญหลายประการ โดยระบุว่า การที่นายศักดิ์สยามอ้างว่าโอนขายหุ้นมูลค่า 119,499,000 บาท ให้กับนาย ศ. เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 เป็นเพียง “นิติกรรมลวง” (นิติกรรมอำพราง) และไม่มีการชำระค่าหุ้นกันอย่างแท้จริง

พ.ต.อ.ทวี ในฐานะผู้ร้องได้ชี้ให้ศาล รธน.เห็นถึงข้อพิรุธด้านสถานะทางการเงินของนาย ศ. โดยจากการตรวจสอบหลักฐานการยื่นแบบภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด.91) ระหว่างปี 2558-2562 พบว่านาย ศ. มีรายได้แจ้งต่อกรมสรรพากรเพียง 108,000-118,000 บาทต่อปี หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 9,000 บาทเท่านั้น ซึ่งขัดแย้งอย่างสิ้นเชิงกับคำชี้แจงของนาย ศ. ที่อ้างว่าตนเองมีฐานะร่ำรวย และมีรายได้จากการประกอบธุรกิจส่วนตัวกว่า 500 ล้านบาท โดยไม่มีหลักฐานการเสียภาษีหรือสถานประกอบกิจการมายืนยัน

Advertisement

หลักฐานชิ้นสำคัญ ยังมีเรื่อง “เส้นทางการเงิน” (Money Trail) ซึ่งตรวจพบว่า แหล่งที่มาของเงินที่นาย ศ. นำมาซื้อกองทุนและขายเพื่อไปชำระค่าหุ้นให้นายศักดิ์สยามนั้น แท้จริงแล้วเป็นเงินที่ถูกโอนมาจากบัญชีส่วนตัวของนายศักดิ์สยามเอง กล่าวคือ บัญชีของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และบัญชีของ บริษัท ศิลาชัย บุรีรัมย์ (1991) จำกัด ซึ่งนิติบุคคลเหล่านี้นายศักดิ์สยามเป็นเจ้าของ และมีอำนาจบริหารจัดการในขณะนั้น

นอกจากนั้น ยังปรากฏพฤติการณ์แวดล้อมที่ชี้ชัดว่า นายศักดิ์สยามยังคงมีอำนาจครอบงำและเป็นเจ้าของกิจการตัวจริง ภายหลังการโอนหุ้นไปแล้ว ได้แก่

– สถานที่ตั้งของ หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ยังคงอยู่ในบริเวณที่พักอาศัยของนายศักดิ์สยามและเครือญาติ

– การนำรถยนต์ส่วนตัว 2 คัน (ยี่ห้อโฟล์คและฟอร์จูนเนอร์) ของนายศักดิ์สยาม มาเบิกค่าน้ำมันกับ หจก.บุรีเจริญฯ อย่างต่อเนื่องจนถึงเดือนตุลาคม 2562 ซึ่งเป็นเวลาล่วงเลยมาถึง 1 ปี 9 เดือนหลังจากการอ้างว่าขายหุ้นไปแล้ว

– มีการให้นางสาว ร. ซึ่งเป็นเพียงพนักงานและลูกน้องของนายศักดิ์สยาม ที่ถือหุ้นเพียง 3,000 บาท เข้ามาเป็นหุ้นส่วนผู้จัดการและมีอำนาจเต็มในการทำธุรกรรมทางการเงินและลงนามสัญญากับภาครัฐแทนตัวนาย ศ. ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่

ประเด็นที่สร้างความกังขาอย่างยิ่งจากข้อมูลคำแถลงปิดคดีก็คือ ภายหลังจากนาย ศ. (ซึ่งไม่มีประสบการณ์รับเหมาก่อสร้างกับภาครัฐ) เข้ามารับโอนกิจการ ปรากฏว่า หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้รับงานและเข้าเป็นคู่สัญญารับเหมาก่อสร้างจาก “กระทรวงคมนาคม” จำนวนมากนับร้อยสัญญา และเป็นห้วงเวลาเดียวสอดคล้องกับที่นายศักดิ์สยามดำรงตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ส่งผลให้ห้างหุ้นส่วนฯ มีรายได้ก้าวกระโดดและมีเงินหมุนเวียนในบัญชีกว่า 600 ล้านบาท

ตอนท้ายของคำแถลงการณ์ สรุปว่า พยานหลักฐานเอกสารและเส้นทางการเงินทั้งหมดรับฟังได้อย่างปราศจากข้อสงสัยว่า การซื้อขายหุ้นเป็นเพียงการปกปิดอำพรางเพื่อผลประโยชน์ของนายศักดิ์สยาม จึงขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ สิ้นสุดลง และต่อมาศาลก็ได้วินิจฉัยให้นายศักดิ์สยามสิ้นสุดความเป็นรัฐมนตรีในที่สุด

นำมาซึ่งการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ แต่ต่อมา ป.ป.ช.มีมติว่านายศักดิ์สยามไม่ได้ปกปิดบัญชีทรัพย์สิน