หน้าแรก การเมือง ความน่าเชื่อถ...

ความน่าเชื่อถือและไว้วางใจ

25.04.26 | 12:10 น.

ชะตากรรมของ 2 พรรคการเมือง มีความเหมือนความต่าง

นักวิชาการ และฝ่ายการเมือง วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่า ในขณะที่ (สมาชิก) พรรคภูมิใจไทย ดูเหมือนได้รับการโอบอุ้ม ดูแลเป็นพิเศษ คนของพรรคประชาชน กลับได้รับการปฏิบัติตรงกันข้าม แบบสองมาตรฐาน

มีการหยิบยกคดี ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตเลขาธิการพรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม และคดี 44 ส.ส.พรรคก้าวไกลในอดีตขึ้นมาเปรียบเทียบ

พร้อมกับชี้ให้เห็นถึงความแตกต่าง การตัดสิน กรณีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติหรือ ป.ป.ช. ยกคำร้อง ศักดิ์สยาม แต่มีมติ ส่งศาลฎีกาเอาผิดอดีต 44 ส.ส.พรรคก้าวไกล ฐานทำผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112

ทั้งที่ ทั้งกรณีศักดิ์สยาม และอดีต ส.ส.ก้าวไกล

Advertisement

คดี 1 ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลง เนื่องจากยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้น หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนาย ศ. เป็นนอมินี

คดี 1 ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ว่าการกระทำของ ส.ส.พรรคก้าวไกล เป็นการใช้สิทธิเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีคำสั่งให้เลิกการกระทำฯ

แต่การใช้คำตัดสินของ ศาลรัฐธรรมนูญ เป็นสารตั้งต้นคดียื่นร้องต่อ ป.ป.ช. ผลการชี้ขาด คดี 1 ให้คุณแก่ศักดิ์สยาม คดี 1 กลับให้โทษกับ 44 ส.ส.

แม้ว่า เลขาธิการ ป.ป.ช. ออกแถลงการณ์ชี้แจง เหตุผลยกคำร้อง อดีตรัฐมนตรีพรรคภูมิใจไทย ที่มีการวิพากษ์วิจารณ์นั้นฟังขึ้น ที่ว่ามิได้ จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ หรือจงใจปกปิดข้อเท็จจริง

เนื่องจากเป็นคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ความเป็นรัฐมนตรีของศักดิ์สยามสิ้นสุด

ฉะนั้นจึงไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

เรื่องนี้ฟังขึ้น

แต่ดูเหมือน สังคมตัดสินเรื่องนี้ไปแล้ว

บนฐานความเชื่อที่ว่า การตัดสิน ไม่ยุติธรรม ตามเนื้อผ้า แต่เป็นไปตามธง ตามการส่งสัญญาณ ของผู้มีอำนาจ

เชื่อว่า มีการวางแผน สมคบคิดกันอย่างเป็นขบวนการ

มีบิ๊กๆ ของพรรคภูมิใจไทยเข้ามาเกี่ยวข้อง บริหารจัดการชี้เป็นชี้ตายในแต่ละคดี

ความเป็นองค์กรอิสระ ไม่อยู่ใต้อาณัติใคร ไม่มีอยู่จริงในประเทศไทย

เมื่่อ ป.ป.ช.ชี้แจงได้กระจ่าง เรื่องการลงมติ ไม่ขัดต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ก็ไม่วายตั้งคำถาม ถึงการให้น้ำหนัก กับการข้อสู้หักล้างคดี ต่อปมบัญชีทรัพย์สินของผู้ถูกร้องมากเป็นพิเศษ

โดยไม่แสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริงเอง

ไม่สงสัย ข้อพิรุธประการต่างๆ

การตั้งคำถามต่อ ป.ป.ช.ทุกเรื่อง ทุกประเด็น โดยที่เป็นคำถามเหมือนกับไม่ต้องการคำตอบ แต่ถูกจัดชั้น เป็นเพียงคำแก้ต่างที่ไม่มีราคาค่างวด เป็นภาพสะท้อน ถึงความเชื่อมั่นที่มีต่อ ป.ป.ช.เป็นอย่างดี ว่ามีเครดิต ความน่าเชื่อถือหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

ไม่เพียงแต่องค์กรอิสระแห่งนี้เท่านั้น

ยังมีความเป็นไปได้สูง ที่ผลพวงจากมติ ป.ป.ช. อาจลากเอา ผู้ที่ถูกกล่าวหา วางแผน สมคบคิด ชักใยอยู่เบื้องหลังอย่างเป็นขบวนการพลอยเสื่อมไปด้วย

โดยเฉพาะผู้มีอำนาจในรัฐบาล หรือผู้เกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่ง ไม่ว่าโดยนิตินัย หรือพฤตินัยไม่ว่าจริง หรือเท็จ

ใครก็ตามที่ ใช้อำนาจเหนือความชอบธรรม ไม่บังคับใช้กฎหมายกับทุกคนอย่างเท่าเทียม สังคมไม่อาจไว้วางใจได้

รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาบริหาร อย่างเป็นทางการได้ไม่ถึง 1 เดือน ห้วงรอยต่อก่อนเป็นรัฐบาลอนุทิน 2.0 สมบูรณ์ มีปัญหาเก่าและใหม่กองพะเนินเทินทึกในมิติต่างๆ ให้ต้องแก้ไข คลี่คลาย รวมถึงวาระใหญ่ เร่งด่วนสำคัญอย่าง วิกฤตพลังงาน

ที่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษ อย่างการขยายเพดานก่อหนี้ เปิดทางออก พ.ร.ก.กู้เงิน มาเป็นตัวช่วย ลดทอนความเดือดร้อนประชาชน และปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ

แต่ทั้งที่เห็นถึงความจำเป็น และไม่ใช่เรื่องใหม่แต่ประการใด รัฐบาลในอดีตเคยกู้มาแล้วหลายครั้ง

ทว่า กลับมีเสียงต่อต้าน คัดค้าน เต็มไปด้วยคำถาม

เป็นคำถาม เหมือนไม่ต้องการคำตอบ

สัญญาณเตือน ที่เกิดขึ้นกับเรื่องนี้ มาจากปัญหาความน่าเชื่อถือ และไว้วางใจหรือไม่ มาจากสิ่งถ่วงรั้ง ที่เกิดขึ้นโดยตรงจากการบริหารช่วงสั้นๆ หรือโดยอ้อมจากปัจจัยคดีความในมือ ป.ป.ช. หรือไม่ หรือหลายปัจจัยสุมรุม

แต่ไม่ว่ามาจากเรื่องใดก็ตามคำตอบที่รัฐบาลจำเป็นต้องค้นหา สรุปให้ได้หากต้องการให้การบริหารราชการแผ่นดินดำเนินไปอย่างราบรื่นในอนาคตคือเหตุใด ความร่วมไม้ร่วมมือในภาวะวิกฤต จึงมีอยู่อย่างมีกรอบขอบเขตจำกัด

เกิดอุปสรรคขึ้นกับแม้แต่โครงการ กู้เงินมาช่วยประชาชน