เจษฎ์ ชี้ หมดเวลาใจดีกับกัมพูชา แนะรบ.ทบทวนท่าที ยึดกม.ระหว่างประเทศ แทนช่วยเหลือแบบให้เปล่า
เมื่อวันที่ 29 เม.ย. นายเจษฎ์ โทณะวนิก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีพรรครักชาติ ให้สัมภาษณ์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและกัมพูชา ที่สังคมจับตาอย่างกว้างขวาง ว่า เรียกร้องให้คนไทยและภาครัฐ ตระหนักถึงปัญหาความขัดแย้งและอาชญากรรมข้ามชาติบริเวณชายแดน และให้ทางการไทยใช้มาตรการที่เด็ดขาดในการจัดระเบียบความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศใหม่ แม้ความสัมพันธ์ระหว่างไทยและกัมพูชา จะมีมิติที่ลึกซึ้งและซับซ้อนกว่าเรื่องบันทึกความเข้าใจ 43 หรือ 44
ตั้งแต่สมัยอยุธยา จนถึงวิกฤตการณ์สงครามกลางเมืองในกัมพูชาเมื่อ 40-50 ปีก่อน ที่ประเทศไทยเป็นฝ่ายให้การช่วยเหลือเกื้อกูลชาวกัมพูชามาตลอด ในยุคที่มีผู้อพยพหนีภัยสงครามเข้ามา สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระราชเสาวนีย์ ให้ดูแลผู้อพยพชาวกัมพูชาอย่างดี ทำให้เกิดการตั้งถิ่นฐานบริเวณชายแดน เช่น บ้านหนองจาน รวมถึงการอนุโลมให้ชาวกัมพูชา เข้ามาอยู่อาศัยและสัญจรในพื้นที่พิพาทและแนวชายแดน อาทิ เขาพระวิหาร ช่องอานม้า ช่องบก ปราสาทตาเมือนธม และปราสาทตาควาย มาหลายทศวรรษ
นายเจษฎ์ กล่าวว่า แต่ท่าทีของกัมพูชากลายเป็นปฏิปักษ์ต่อไทย ทั้งรุกล้ำพื้นที่ ขุดสนามเพลาะ และใช้อาวุธโจมตีพลเรือน ในพื้นที่ตะเข็บชายแดนกลายเป็นฐานที่มั่นของกลุ่มมิจฉาชีพ หรือสแกมเมอร์ สร้างความเดือดร้อนให้คนไทยและประชาคมโลก
นายเจษฎ์ กล่าวว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องทบทวนท่าที ถ้าเราใจดีต่อไป ไม่สะบั้นสัมพันธ์ ไม่ตัดไมตรี เพื่อให้กัมพูชาสำนึก จึงเสนอให้รัฐบาลเปลี่ยนมาตรการ ยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศเป็นบรรทัดฐานในการเจรจาอย่างเคร่งครัด แทนการช่วยเหลือแบบให้เปล่าเหมือนในอดีต และโต้แย้งกลุ่มที่มองว่า ประเทศที่มีพรมแดนติดกันจำเป็นต้องพึ่งพากันทางเศรษฐกิจ ไม่สามารถปิดด่านชายแดนได้ ซึ่งแนวคิดดังกล่าวไม่เป็นความจริงเสมอไป เพราะหลายประเทศทั่วโลกเลือกปิดพรมแดน ระงับความสัมพันธ์เมื่อเกิดปัญหา และเปิดเจรจาเมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะเคารพสิทธิและไม่กระทำการที่เป็นปฏิปักษ์ต่อกันแล้วเท่านั้น

