หน้าแรก การเมือง ปชน. จี้ ศธ. ...

ปชน. จี้ ศธ. แก้ 4 วิกฤต สกร. หลังยกระดับแต่โครงสร้าง ทิ้งภาระหนักอึ้งให้หน่วยปฏิบัติ

30.04.26 | 13:50 น.

ปชน.เรียกร้อง รมว.ศึกษาฯ แก้ 4 วิกฤต สกร.หลังยกระดับแต่โครงสร้าง ทิ้งภาระหนักอึ้งให้หน่วยปฏิบัติ

เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 30 เมษายน ที่รัฐสภา น.ส.ปวิตรา จิตตกิจ พร้อมด้วยนายธีรศักดิ์ จิระตราชู น.ส.พิมพ์กาญจน์ กีรติวิราปกรณ์ และนายณพัฎน์ จิตตภินันท์กัณตานัท สส.พรรคประชาชน ร่วมแถลงข่าวถึงปัญหาความติดขัดในการดำเนินงานของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) กระทรวงศึกษาธิการ หลังจากที่มีการยกระดับจากสำนักงานเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายใหม่ว่า ปัญหาเด็กหลุดนอกระบบเริ่มกลับมาขยายวงกว้างอีกครั้ง ซึ่งแม้ กทม.จะเป็นพื้นที่ชุมชนเมือง มีสถานศึกษาที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย แต่ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจกลับเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงการศึกษาของเด็กและเยาวชน หวังว่า สกร.จะเป็นพื้นที่รองรับสำคัญเพื่อดึงเด็กกลับสู่ระบบการศึกษา อย่างไรก็ตาม แม้กฎหมายของ สกร. จะมุ่งเน้นการปฏิรูปเพื่อสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่ในทางปฏิบัติช่วงปี 2567 – 2569 กลับพบอุปสรรคสำคัญ 4 มิติ ที่ต้องเร่งแก้ไข ดังนี้

1.วิกฤตสถานที่ ห้องเรียนไร้หลักแหล่งแน่นอนปัจจุบัน สกร. หลายแห่งไม่มีสถานที่จัดการเรียนการสอนที่แน่นอน ทำให้คุณภาพการเรียนรู้จำกัด ดังนั้นจึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการ ออกระเบียบ “ปลดล็อกพื้นที่” ให้ สกร.สามารถใช้พื้นที่โรงเรียนขนาดใหญ่ในอำเภอ หรือโรงเรียนที่มีแนวโน้มถูกควบรวมมาเป็นศูนย์เรียนรู้ เพื่อความสะดวกของผู้เรียนและลดข้อพิพาทในการใช้พื้นที่ร่วมกัน

น.ส.ปวิตรา กล่าวว่า 2.สื่อล้าสมัย ไม่เท่าทันโลก พบปัญหาการใช้หนังสือเรียนตามหลักสูตรแกนกลาง ปี 2551 ซึ่งไม่สอดคล้องกับทักษะชีวิตในโลกยุคใหม่ อีกทั้งงบประมาณหนังสือมักส่งถึงมือผู้เรียนล่าช้าจนเกือบปิดภาคเรียน จึงควรปรับให้การจัดซื้อจัดจ้างมีความยืดหยุ่น สามารถจัดซื้อสื่ออิเล็กทรอนิกส์ได้ และเร่งนำหลักสูตรใหม่ ปี 2567 มาใช้ โดยเน้นสมรรถนะมากกว่าการท่องจำจากตำราเก่า 3.งบประมาณกระจุกตัว งบอุดหนุนส่วนใหญ่ถูกใช้ไปกับโครงการประชาสัมพันธ์ในภาพรวมของส่วนกลาง แต่ สกร. ระดับอำเภอซึ่งเป็นหน่วยปฏิบัติกลับไม่มีงบประมาณเพียงพอในการจ้างวิทยากรหรือจัดหาอุปกรณ์ฝึกอาชีพ จึงเรียกร้องให้กรมฯ ปรับบทบาทเป็นผู้กำกับนโยบาย และกระจายอำนาจงบประมาณลงสู่พื้นที่ รวมถึงเร่งผลักดันให้ สกร. ระดับอำเภอมีสถานะเป็นนิติบุคคลโดยเร็ว 4.ครูขาดความมั่นใจ แม้จะมีการประกาศนำร่องหลักสูตรใหม่ ปี 2567 เพื่อเตรียมใช้จริงในปี 2570 แต่เสียงสะท้อนจากครูในพื้นที่พบว่ายังขาดความเข้าใจด้านการวัดผลและการจัดการเรียนการสอน จึงเสนอให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งพัฒนาศักยภาพครูผ่านระบบออนไลน์และการจัด Workshop ควบคู่กับการปรับระบบการนิเทศให้เป็นแบบ “กัลยาณมิตร” ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนมากกว่าการตรวจจับข้อผิดพลาด การเปลี่ยนชื่อจากสำนักงานเป็นกรมฯ จะไม่มีความหมาย หากคุณภาพชีวิตของครูและโอกาสทางการเรียนรู้ของประชาชนยังคงอยู่ที่เดิม กระทรวงศึกษาธิการจึงต้องเร่งกำจัดข้อจำกัดเชิงระเบียบ เพื่อให้การเรียนรู้ตลอดชีวิตเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง

น.ส.ปวิตรา กล่าวต่อว่า อีกภารกิจสำคัญของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ คือการพัฒนาห้องสมุดประชาชนให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต พร้อมทั้งส่งเสริมศักยภาพบรรณารักษ์ทั่วประเทศ ให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและสอดคล้องกับความต้องการของผู้รับบริการทุกกลุ่ม
เมื่อพิจารณาจำนวนห้องสมุดภายใต้การบริหารของสถาบันส่งเสริมและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ พบว่ามีห้องสมุดทั้งสิ้น 923 แห่ง แบ่งเป็น ห้องสมุดประชาชนจังหวัด 69 แห่ง ห้องสมุดประชาชนอำเภอ 744 แห่ง และห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” 110 แห่ง อย่างไรก็ตาม โดยภาพรวมยังคงเป็นพื้นที่ที่มีผู้ใช้บริการไม่มาก และมีลักษณะเป็นเพียงสถานที่จัดเก็บหนังสือ มากกว่าจะเป็นพื้นที่สร้างวัฒนธรรมการอ่าน วัฒนธรรมการอ่านมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเยาวชนให้เป็นอนาคตของชาติ เป็นรากฐานของทักษะการคิด การเขียน และการวิเคราะห์ การส่งเสริมศักยภาพเยาวชนจึงไม่ควรมุ่งเน้นเพียงองค์ความรู้ แต่ต้องปลูกฝังพฤติกรรมรักการอ่าน และการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองที่ผ่านมา

“ระบบการศึกษาและองค์ประกอบต่างๆ มักทำให้การอ่านเป็นเพียง หน้าที่มากกว่าความรักในการอ่าน นอกจากนี้ การพัฒนาห้องสมุดให้สามารถสร้างวัฒนธรรมการอ่านได้ ยังเป็นการสนับสนุนอุตสาหกรรมหนังสือ เนื่องจากปัจจุบันประสบปัญหาราคาหนังสือสูงจากจำนวนการพิมพ์ที่ลดลงและต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้น การเพิ่มจำนวนนักอ่านจึงเป็นมาตรการสำคัญในการสร้างความยั่งยืนให้กับอุตสาหกรรมนี้ ดังนั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้จำเป็นต้องปฏิรูปการบริหารจัดการ เพื่อยกระดับห้องสมุดประชาชนทั้ง 923 แห่ง ให้เป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ สร้างวัฒนธรรมการอ่าน และเป็นรากฐานของการศึกษาเพื่ออนาคตของเยาวชนและประเทศชาติต่อไป” น.ส.ปวิตรา กล่าว

Advertisement