หน้าแรก การเมือง ปชน.จี้รมว.กล...

ปชน.จี้รมว.กลาโหม-ทร. เคลียร์ปมเรือฟริเกต ลำ 2 จ่อสะดุด แนะเพิ่มสัดส่วน Offset มากกว่า 20%

1.05.26 | 08:55 น.

เอกราช ส.ส.ปชน. จี้ รมว.กลาโหม-ทร.ตอบ ปมเรือฟริเกต ลำที่ 2 ไม่ผ่านงบปี’70 กังขาแก้แบบเอื้อประโยชน์เอกชนหรือไม่ แนะเพิ่มสัดส่วน Offset มากกว่า 20% หนุนอุตสาหกรรมภายในประเทศ

จากกรณีกระแสข่าวโครงการต่อเรือฟริเกต ลำที่ 2 ของกองทัพเรือ งบประมาณ 17,000 ล้านบาท ไม่ผ่านการพิจารณาร่วมกันของกระทรวงกลาโหมและสำนักงบประมาณ เนื่องจากเร่งดันโครงการจัดซื้อเรือฟริเกต ลำที่ 2 เร็วเกินไป ส่งผลให้เพดานงบประมาณ ปี 2570 สูงเกินไปนั้น

เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (30 เมษายน) นายเอกราช อุดมอำนวย ส.ส.พรรคประชาชน จัดแถลงข่าวกรณีดังกล่าว ที่รัฐสภา พร้อมเปิดเผยผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุดังนี้

งบปี 2570 ที่จัดซื้อเรือฟริเกตมีการแก้ไขแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายหรือไม่!

นายเอกราช อุดมอำนวย ส.ส.พรรคประชาชน แถลงข่าวเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงการจัดซื้อเรือฟริเกตของกองทัพเรือ เพื่อยืนยันว่าการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลยังคงเป็นเป้าหมายหลัก

ทั้งนี้ ในฐานะ ส.ส.ที่ติดตามเรื่องการจัดซื้อจัดจ้าง โดยเฉพาะโครงการจัดหาเรือฟริเกตแบบเร่งด่วนในปีงบประมาณ 2569 ซึ่งได้มีมติผ่านงบประมาณเพื่อจัดหาเรือ 1 ลำ ในระยะที่ 1 โดยข้อเท็จจริงที่ผ่านมา กองทัพเรือมีความจำเป็นต้องใช้เรือฟริเกตจำนวน 2 ลำ แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณในปี 2569 ประกอบกับสถานการณ์ปัจจุบันที่การรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลในอ่าวไทย รวมถึงการพิทักษ์อธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดน มีความสำคัญอย่างยิ่ง

Advertisement

ดังนั้น ในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าว จึงขอตั้งข้อสังเกตและมีคำถามไปยังกองทัพเรือและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ใน 3 ประเด็นสำคัญ ดังนี้

1.ปัจจุบันกองทัพเรือได้มีการออกแบบเรือ และเชิญชวนผู้เข้าร่วมประมูลเรียบร้อยแล้ว โดยอยู่ระหว่างการพิจารณาด้านเทคนิคของคณะกรรมการ ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 1 เดือน จึงขอสอบถามว่า ในช่วงเวลาดังกล่าวมีการแก้ไขแบบเพื่อเอื้อประโยชน์ให้เอกชนบางรายหรือไม่ และมีกลไกหรือช่องว่างใดที่อาจนำไปสู่การดำเนินการในลักษณะดังกล่าวหรือไม่

2.สำหรับปีงบประมาณ 2570 กองทัพเรือมีแผนจะขอจัดหาเรือเพิ่มอีก 1 ลำ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงขนาด (Economies of Scale) และสนับสนุนอุตสาหกรรมต่อเรือภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ปรากฏเป็นข่าวว่ามีการเชิญกองทัพเรือไปพิจารณาปรับลดหรือยุติโครงการดังกล่าว จึงขอสอบถามว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร เนื่องจากหากมีการตัดเรืออีก 1 ลำ จะส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถของกองทัพเรือในการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเล โดยเฉพาะในช่วงที่เรือบางส่วนกำลังทยอยปลดประจำการ

3.ในส่วนของนโยบายการชดเชยทางอุตสาหกรรม (Offset Policy) ในสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งกำหนดไว้ที่ร้อยละ 20 ของวงเงินงบประมาณ เห็นว่ายังอยู่ในระดับที่ค่อนข้างต่ำ และอาจไม่เพียงพอต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมภายในประเทศ จึงควรมีการศึกษาว่าหากต้องการให้เม็ดเงินงบประมาณจากโครงการนี้หมุนเวียนอยู่ในประเทศมากขึ้น ทั้งในอุตสาหกรรมต่อเรือ อุตสาหกรรมเหล็ก และห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง ควรเพิ่มสัดส่วน Offset ให้สูงกว่าร้อยละ 20 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและการจ้างงานภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นดังกล่าวอย่างชัดเจน เพื่อยืนยันว่าการรักษาผลประโยชน์แห่งชาติทางทะเลยังคงเป็นเป้าหมายหลัก และเพื่อให้การใช้งบประมาณของประเทศเกิดประโยชน์สูงสุดต่อเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมภายในประเทศ