หน้าแรก การเมือง เปิดรายงานกก....

เปิดรายงานกก.สรรหา ชงชื่อ จักรพงศ์ อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นตุลาการศาลรธน.

4.05.26 | 12:37 น.

เปิดรายงานกรรมการสรรหา ชงชื่อ ‘จักรพงศ์’ อาจารย์โรงเรียนนายร้อยตำรวจ เป็นตุลาการศาล รธน. พบตีตกข้อเรียก ‘ส.ว.’ สอบบัตรสนเท่ห์ ขาดคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ได้นัดประชุมวุฒิสภา ในวันที่ 5 พฤษภาคม โดยมีวาระเรื่องด่วนคือตั้งคณะกรรมาธิการสามัญเพื่อทำหน้าที่ตรวจสอบประวัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อให้ดำรงตำแหน่ง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ แทนตำแหน่งที่ว่าง หลังจากที่ นายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ประธานศาลรัฐธรรมนูญ พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากครบวาระ

ทั้งนี้ คณะกรรมการสรรหาที่มี นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา เป็นประธานกรรมการสรรหา ได้เสนอชื่อ นายจักรพงศ์ วิวัฒน์วานิช อาจารย์คณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ ให้วุฒิสภาได้พิจารณาเห็นชอบตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการพิจารณาดังกล่าวคณะกรรมการสรรหา ได้นำเสนอรายงานการพิจารณาสรรหาบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ระบุเนื้อหาตอนหนึ่งถึงกรณีที่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. ทำหนังสือเพื่อขอให้ชะลอกระบวนการสรรหาและเสนอชื่อบุคคลหรือดำเนินการมาตรการอื่นใดของการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เพื่อให้องค์ประกอบของกรรมการสรรหามีครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ และป้องกันบรรเทาความเสี่ยงต่อการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของ ส.ว. ที่จะให้ความเห็นชอบเป็น กกต. และตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ

โดยคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้รับทราบหนังสือของนายเทวฤทธิ์แล้วและเห็นว่า กรณีขอให้รอองค์ประกอบกรรมการสรรหาให้ครบถ้วนตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญนั้น ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 203 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (พ.ร.ป.) ว่าด้วยวิธีการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมาตรา 11 กำหนดกำหนดชัดแจ้งว่า กรณีไม่มีผู้ดำรงตำแหน่งกรรมการสรรหาคือประธานสภา หรือผู้นำฝ่ายค้านในสภา ไม่ว่าด้วยเหตุใดให้กรรมการสรรหาเท่าที่มีอยู่ปฏิบัติหน้าที่และใช้อำนาจไปพลางก่อนได้ ดังนั้น คณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญจึงต้องดำเนินการให้เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ และ พ.ร.ป.

การดำเนินการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามหน้าที่และอำนาจตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ดังนั้นจึงไม่สามารถชะลอการสรรหา รวมถึงการเสนอชื่อบุคคลผู้สมควรได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต่อวุฒิสภาได้

Advertisement

รายงานของคณะกรรมการสรรหาระบุด้วยว่า กรณีมีหนังสือของให้คณะกรรมการสรรหาทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ ได้รับการแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หลังจากที่ได้รับหนังสือบัตรสนเท่ห์ไม่ลงวันที่ โดยสำนักงานเลขาธิการสภาฯ ได้รับเมื่อวันที่ 21 เมษายน เรื่องข้อมูลและข้อเท็จจริงเกี่ยวกับนายจักรพงศ์ที่ไม่มีคุณสมบัติตามมาตา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ คือผู้ทรงวุฒิสาขารัฐศาสตร์หรือรัฐประศาสนศาสตร์ซึ่งดำรงตำแหน่งหรือเคยดำรงตำแหน่งศาสตราจาย์ของมหาวิทยาลัยในปะเทศไทยมาแล้วไม่น้อยกว่า 5 ปี โดยระบุว่า

1.นายจักพงศ์ เป็นผู้มีคุณสมบัติไม่ตรงกับสาขาที่สมัคร โดยนายจักรพงศ์เป็นอาจารย์ในกลุ่มวิชากฎหมาย หรือสาขานิติศาสตร์ สังกัดคณะตำรวจศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ

2.การแต่งตั้งในตำแหน่งศาสตราจารย์ของนายจักรพงศ์ ไม่ปรากฏข้อมูลผลงานทางวิชาการที่ใช้ประกอบการขอตำแหน่งดังกล่าว และไม่ปรากฏว่าผู้ประเมินผลงานทางวิชาการในการขอตำแหน่งศาสตราจารย์คือผู้ใด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คณะกรรมการสรรหาได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเห็นว่าเป็นหน้าที่ของคณะกรรมการสรรหาที่จะพิจารณาทบทวนคุณสมบัติของนายจักรพงศ์ได้ ทั้งนี้ ได้ให้นายจักรพงศ์เข้าชี้แจงเมื่อวันที่ 7 เมษายนแล้ว โดยนายจักรพงศ์ชี้แจงสรุปความว่า นายจักรพงศ์ ดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจ โดยแต่งตั้งเมื่อ 1 พฤษภาคม 2550 ซึ่งแต่งตั้งก่อนวันที่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โรงเรียนนายร้อยตำรวจ พ.ศ.2551 จะมีผลบังคับใช้โดยมาตรา 32 ระบุว่า ผู้ซึ่งได้เป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ และอาจารย์ของโรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ก่อนวันที่ พ.ร.บ.ใช้บังคับ ให้มีฐานะเป็นศาสตราจารย์ รองศาสตราจารย์ ผู้ช่วยศาสตราจารย์และอาจารย์

และมาตรา 33 กำหนดให้ระหว่างที่ไม่มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้มีสาขาวิชาใดให้ผู้สำเร็จวิชาการตำรวจตามหลักสูตนักเรียนนายร้อยตำรวจได้รับปริญญาทางรัฐประศาสนศาสตร์ ประกอบกับโรงเรียนนายร้อยตำรวจในขณะนั้นมีเพียงสาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวเท่านั้น ยังไม่มีสาขาวิชานิติศาสตร์ โดยคณะนิติศาสตร์จัดตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2562

นอกจากนั้น นายจักรพงศ์ยังสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาโท สาขารัฐประศาสนศาสตร์ ซึ่งยืนยันถึงองค์ความรู้ของการเป็นนักบริหารจัดการภาครัฐอย่างแท้จริง ในส่วนของผลงานทางวิชากาที่เป็นที่ประจักษ์ในสาขารัฐประศาสนศาสตร์ คือหนังสือกลยุทธ์ศึกษาและคู่มือปฏิบัติงานหลักและทฤษฎีการสอบสวน ทั้งนี้ มีผู้ประเมินผลงานทางวิชาการให้เป็นศาสตราจารย์คือ นายวิษณุ เครืองาม

จากนั้นคณะกรรมการสรรหาตุลาการศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาทบทวนนคุณสมบัติของนายจักพงศ์ว่าเป็นบุคคลผู้สมควรได้รับกาแต่งตั้งเป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 200(4) ของรัฐธรรมนูญ และมาตรา 8 วรรคหนึ่ง (4) ของพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ โดยได้มีการออกเสียงลงมติโดยเปิดเผย 6 เสียง ต่อ 2 เสียง เห็นว่านายจักรพงศ์มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ

สำหรับ 6 เสียงที่เห็นว่ามีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา นายประสิทธิ์ศักดิ์ มีลาภ ประธานศาลปกครองสูงสุด นายสุพัตรา ศรีไมตรีพิทักษ์ กรรมการสรรหาโควตาของ กกต. นายอรรถยุทธ ศรีสมุทร กรรมการสรรหา โควต้าจากผู้ตรวจการแผ่นดิน นายชาญนะ เอี่ยมแสง กรรมการสรรหาโควตาจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และ นายเจริญฤทธิ์ สงวนสัตย์ กรรมการสรหาโควตาจากคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน

ขณะที่ 2 เสียงที่เห็นว่าขาดคุณสมบัติ คือ นายอดิศักดิ์ ตันติวงศ์ ประธานศาลฎีกา และ นายเจษฎา กตเวทิน กรรมการสรรหา โควต้าคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในรายงานที่นำเสนอต่อวุฒิสภาได้เผยแพร่ส่วนการแสดงความคิดเห็นและการสัมภาษณ์ของนายจักพงศ์ต่อกรรมการสรรหา เมื่อวันที่ 7 เมษายนที่ผ่านมา โดยความตอนหนึ่งของในช่วงที่นายอรรถยุทธตั้งคำถามถึงจุดอ่อนที่จะพัฒนาต่อไป ซึ่งนายจักรพงศ์ชี้แจงในตอนท้าย ซึ่งปรากฏในเอกสารหน้าที่ 20 ว่า “สำหรับจุดอ่อนของผม ผมเป็นนักกฎหมายมหาชนคนหนึ่ง ซึ่งจบทางนิติศาสตร์มหาชน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และจบปริญญาเอกทางมหาชนโดยตรง เข้าใจเรื่องทางมหาชนทั้งหมด เพราะฉะนั้นในการทำงานของผมค่อนข้างที่จะเข้าใจการทำงานและสามารถทำงานได้เพราะเข้าใจเรื่องนิติวิธีทางมหาชนด้วย ในกฎหมายมหาชนด้วย ฉะนั้น จุดอ่อนของผมอยากให้คนอื่นมอง”

ต่อจากนั้นเป็นคำถามของนายเจษฎา ได้ถามถึงการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ในฐานะที่เคยเป็นผู้เชี่ยวชาญประจำศาลรัฐธรรมนูญ และเคยทำงานกับ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งนายจักรพงศ์ตอบว่า “การปฏิบัติหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญต้องปฏิบัติตามมาตรฐานจริยธรรม ซึ่งอำนาจหน้าที่ตรวจสอบ คือกรรมการ ป.ป.ช.”

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า รายงานของคณะกรรมการสรรหายังเผยแพร่คำสัมภาษณ์เพื่อตรวจสอบกรณีการดำรงตำแหน่งศาสตราจารย์ ตามที่มีหนังสือสนเท่ห์ ซึ่งนายจักรพงศ์ชี้แจงตอนหนึ่งว่า โรงเรียนนายร้อยตำรวจไม่มี มีเฉพาะภาควิชาต่างๆ ซึ่งหลอมรวมกันเป็นรัฐประศาสนศาสตร์ ใครจะสอนวิชาไหนก็ตามจะหลอมรวมเป็นรัฐประศาสนศาสตร์เพียงสาขาเดียวที่บัญญัติไว้ในกฎหมาย ดังนั้น ผมจะเป็นศาสตราจารย์สาขาไหนก็ไม่จำเป็น แต่กรณีดังกล่าวเป็นข้อจำกัดว่าไม่สามารถประเมินเป็นศาสตราจารย์สาขานิติศาสตร์ได้แต่อย่างใด เพราะโรงเรียนนายร้อยตำรวจมีเพียงสาขารัฐประศาสนศาสตร์เท่านั้น ขณะที่ผมสอนวิชาเกี่ยวกับหลักทฤษฎีการสอบสวน ซึ่งเป็นหัวใจของรัฐประศาสนศาสต์โดยตรง

และนายจักรพงศ์ยังตอบคำถามต่อประเด็นที่ถูกถามว่า เห็นตนเองเป็นผู้ทรงวุฒิด้านนิติศาสตร์ หรือด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ตอนหนึ่งว่า การเป็นนักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี ต้องมีกฎหมายเป็นตัวหลักที่เป็นหลักการ หลักเกฑ์ที่จะทำให้นักรัฐประศาสนศาสตร์ที่ดี นอกจากมีความรู้ด้านรัฐประศาสนศาสตร์อยู่แล้ว ซึ่งผมจบปริญญาโททางรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต มีความรู้เรื่องการบริหารจัดการองค์กรและมีความรู้ทางกฎหมายด้วย จึงเป็นแนวคิดที่ผสมผสานให้การทำงานเกิดได้มีประสิทธิภาพ