ที่ประชุม ครม. เตรียมถก ร่างพ.ร.ก.กู้เงินฯ 4 แสนล้านบาท ช่วยบรราเทาความเดือดร้อนประชาชน และวางโครงสร้างประเทศก่อนเปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาด พร้อมพิจารณาร่างกฎหมายสำคัญที่ค้างจากสภาเดิม – ยกเลิก MOU 44 ขณะที่ นายกฯ เตรียมนำแถลงมติเอง
เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 5 พฤษภาคม ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ว่าวันนี้จะมีการพิจารณากฎหมายสำคัญหลายเรื่อง เช่น การพิจารณาการออกร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน กรอบวงเงิน 4 แสนล้านบาท ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำแถลง ขณะเดียวกันที่ประชุมจะนำเรื่องการยกเลิก MOU 2544 เข้าสู่ที่ประชุมด้วย รวมถึงมีการพิจารณากฎหมายที่ค้างอยู่ในสมัยการประชุมสภาผู้แทนราษฎรชุดก่อนว่าจะมีกฎหมายใดบ้างที่จะส่งให้สภานำไปพิจารณาต่อ นอกจากนี้ ยังมีอีกหลายประเด็นย่อย อาทิ ร่างข้อตกลงที่จะไปลงนามในที่ประชุมอาเซียน และ กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล เป็นต้น
เมื่อถามว่า การออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะนำไปใช้ในส่วนไหนบ้างนั้น น.ส.รัชดา ระบุว่า จะมีการนำไปใช้ในสองส่วน คือ 1. นำไปบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในภาวะฉุกเฉิน และ 2. นำไปเปลี่ยนผ่านในเรื่องของการใช้พลังงาน จากเดิมที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ ให้หันมาใช้พลังงานสะอาดมากยิ่งขึ้น เพราะรัฐบาลตั้งเป้าว่าจะใช้วิกฤตพลังงานในตอนนี้เป็นตัวเร่งให้ประเทศไทยใช้หลังคาครัวเรือนมาผลิตไฟฟ้ามากขึ้น เพื่อสร้างฐานการพัฒนาพลังงานในประเทศทั้งระยะกลางและระยะยาว
น.ส.รัชดา ยังกล่าวถึงกรณีที่ฝ่ายค้านมีข้อกังวลว่าการออก พ.ร.ก. กู้เงินฯ จะไม่รอบคอบ โดยย้ำว่า เป็นไปไม่ได้ เนื่องจากในยามนี้ รัฐบาลมีความจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก. ฉะนั้นยืนยันว่า ทุกอย่างสามารถชี้แจงได้ และเงินไม่หายไปอย่างแน่นอน พร้อมยกตัวอย่าง โครงการไทยช่วยไทย และ คนละครึ่งพลัส ว่าจะมีการโอนเงินจากรัฐบาลไปสู่ประชาชนโดยตรง ส่วนการเติมเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ก็จะเป็นการโอนเงินงบประมาณของรัฐไปสู่ภาคประชาชน เงินจึงไม่หายไประหว่างทาง แต่อย่างไรก็ตามต้องขอขอบคุณฝ่ายค้านด้วยที่หยิบยกประเด็นที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในเรื่องของความโปร่งใส เพราะเรื่องความโปร่งใสเป็นความตั้งใจของรัฐบาลที่จะทำให้ประชาชนเข้าใจและมั่นใจว่ารัฐบาลดูแลประชาชนอย่างเต็มที่ ตลอดจนมีการกำหนดทิศทางการบริหารประเทศทั้งในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว

