‘อนุทิน’ บินถกสุดยอดอาเซียน ปชน.ยื่นศาล รธน.วินิจฉัยพรก.กู้เงิน อัดรบ.ตีเช็คเปล่า-ยัดไส้

8.05.26 | 06:05 น.
อนุทิน

‘อนุทิน’ บินถกสุดยอดอาเซียน ปชน.ยื่นศาลรธน.วินิจฉัยพรก.กู้เงิน อัดรบ.ตีเช็คเปล่า-ยัดไส้ ‘ภราดร’ แจงจำเป็น-กล่าวหาเกินไป

เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม ที่ท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 (บน.6) ดอนเมือง นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินทางไปขึ้นเครื่อง เพื่อเดินทางไปยังเมืองเซบู สาธารณรัฐฟิลิปปินส์ เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) ครั้งที่ 48 ระหว่างวันที่ 7-9 พฤษภาคม โดยให้สัมภาษณ์ถึงความคาดหวังเกี่ยวกับการประชุมว่า คาดหวังทุกเรื่อง การเดินทางไปต้องทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ไปเพื่อการทำงาน เจรจา หารือ และแถลงจุดยืนของประเทศไทยในเรื่องของการบอกให้ประชาคมอาเซียนรับทราบสถานการณ์ นโยบายและสิ่งที่ประเทศไทยจะทำ

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า กรณีรัฐบาลออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน 4 แสนล้านบาท ตนลงนามนำเรื่องขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อให้ทรงมีพระบรมราชวินิจฉัยไปเรียบร้อยแล้ว ถามว่าหากมีการยื่นศาลรัฐธรรมนูญตีความจะทำให้การช่วยเหลือประชาชนและการทำงานของรัฐบาลที่จะแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจสะดุดหรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ทุกคนพยายามช่วยกันแก้ปัญหาที่จะลดความเดือดร้อนของประชาชน ส่วนพ.ร.ก.กู้เงิน ตนน่าจะเป็นนายกฯคนที่ 8 ที่ผ่านมาก็มีการกู้เงินลักษณะเช่นนี้มาโดยตลอด แม้แต่คนที่จะไปยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญก็เคยกู้มาก่อนเป็นจำนวนเท่ากันด้วยซ้ำ ตอนนั้นใช้คำว่า “ไทยเข้มแข็ง” แต่ตนใช้คำว่า “ไทยช่วยไทย” เมื่อกู้ผ่านแล้วเงินทุกบาททุกสตางค์ จะไปถึงประชาชนโดยตรงไม่ผ่านโครงการ เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ ในเรื่องการจับจ่ายใช้สอย จะทำให้ระบบสภาพคล่องทางการเงินของประเทศไทยหมุนเวียนเพิ่มมากขึ้น ได้ประโยชน์มากขึ้น จะต้องดูแลกำกับการใช้จ่ายเงินให้เกิดประโยชน์ ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ แต่ทำตามนโยบายที่แถลงต่อรัฐสภา

ผู้สื่อข่าวถามถึง กรณีฝ่ายค้านวิพากษ์วิจารณ์ว่ามีการกว้านซื้อที่ดินหลังรัฐบาลเตรียมเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ นายอนุทิน ตอบว่า ช่วงนี้คิดช่วยเหลือประชาชนดีกว่า เพื่อช่วยคลายทุกข์ให้ประชาชนในประเทศมากที่สุด อย่าเพิ่งตีตนไปก่อนไข้ โครงการยังไม่เกิดพรุ่งนี้ บริบทต่างๆ วันนี้เปลี่ยนแปลงไป ผลการศึกษาที่เคยมีมาในอดีตอยู่บนภูมิรัฐศาสตร์อีกบริบทหนึ่ง ขณะนี้ต้องหาแนวทางทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในภูมิภาคที่สามารถพึ่งพาตนเองได้ ในเรื่องการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และเป็นศูนย์กลางคมนาคมขนส่งสินค้า สามารถยืนอยู่บนขาตัวเองได้

เมื่อถามถึงกรณีจะให้ต่างชาติเข้ามาเช่าพื้นที่ 99 ปี นายอนุทิน กล่าวว่า คงไม่เกี่ยวกัน เพราะนี่เป็นเรื่องแลนด์บริดจ์ เป็นเรื่องของการลงทุน คณะกรรมการที่ศึกษาโครงการฯมีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯและ รมว.คลัง เป็นประธาน ออกมาเป็นอย่างไรค่อยตัดสินใจบนผลการศึกษาที่เป็นปัจจุบันมากขึ้น ทุกอย่างขึ้นอยู่กับผลการศึกษาและ ต้องฟังเสียงของประชาชน ได้กำชับให้คณะกรรมการต้องมีภาคประชาชนอยู่ด้วย ซึ่งนายเอกนิติเห็นชอบจะเชิญภาคประชาชนที่เกี่ยวข้องมาร่วมในคณะกรรมการ

ที่รัฐสภา นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานการประชุมสภาผู้แทนราษฎร มีวาระพิจารณากระทู้ถามสดด้วยวาจาของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ถามนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เรื่องร่างพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. … โดยนายอนุทินมอบหมายนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี

Advertisement

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า การที่ครม.อนุมัติ พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ด้วยความที่เป็นวาระลับ ปัจจุบันยังไม่เห็นเนื้อหา พ.ร.ก.ฉบับดังกล่าว มีเพียงรองนายกฯออกมาแถลงว่าเงิน 4 แสนล้านบาทจะนำไปใช้อะไรบ้าง มีแผนงานอย่างไร บอกเพียงมี 11 มาตรา คิดว่าคงเป็นเพียงกระดาษไม่กี่หน้าจะมาขอกู้เงินภาษีจากประชาชน จึงต้องถามรายละเอียดว่า แผนที่ 1 ใช้เงิน 2 แสนล้านบาท ซึ่งจำเป็นต้องมีเม็ดเงินมาเยียวยาประชาชน หากต้องกู้มาเพื่อเยียวยาความเดือดร้อนเฉพาะหน้าเรื่องค่าครองชีพของประชาชนที่สูงขึ้น ไม่ติด แต่ติดใจเรื่องวงเงินและนำไปใช้ทำอะไร ปรากฏว่าเป็นโครงการคนละครึ่งพลัส 60:40 ที่จะแจกให้กลุ่มเป้าหมายถึง 30 ล้านคน ใช้งบประมาณ 1.2 แสนล้านบาท และเติมเงินเข้าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐอีก 52,800 หมื่นล้านบาท รวมวงเงินที่จะใช้ใน 4 เดือนแรก 172,800 ล้านบาท เรียกว่ากู้มาปุ๊บแจกหมดหน้าตักปั๊บ ไม่ได้ติดใจการเติมเงินเข้าสวัสดิการแห่งรัฐ เพราะถือเป็นกลุ่มเปราะบางอยู่แล้ว แถมการลงทะเบียนยังเป็นแบบใครมาก่อนได้ก่อน ทำให้ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าคนที่เดือดร้อนแล้วจะได้รับการเยียวยาหรือไม่ คนที่ช่วยเหลือเดือดร้อนจริงหรือไม่ เหมือนการเยียวยาแบบสุ่ม อยากถามว่าแผนการเยียวยานี้มีวัตถุประสงค์อะไรกันแน่

“ทราบดีถึงความจำเป็นว่า รัฐบาลถังแตก ไม่มีเงินมาเยียวยา แต่ยิ่งต้องใช้เงินอย่างระมัดระวัง หาก 4 เดือนไม่จบก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อ แต่สิ่งที่รัฐบาลทำ มีแผนที่ 2 ยัดไส้มา คือ การปรับโครงสร้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานอีก 2 แสนล้านบาท สภาวะทางการคลังเช่นนี้ ยังจะกู้สุดแรงเกิด มีเจตนายัดไส้โครงการไม่เร่งด่วนมาอยู่ พ.ร.ก.เร่งด่วนเช่นนี้ จะเป็นการตีเช็คเปล่าให้ประชาชนต้องใช้หนี้ ถามว่าเหตุใดรัฐบาลจึงเจตนาสอดไส้โครงการที่ไม่เร่งด่วนมาใน พ.ร.ก.กู้ด่วน จนทำให้ต้องกู้เงินสูงถึง 4 แสนล้านบาทโดยขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญมาตรา 172” น.ส.ศิริกัญญากล่าว

ด้านนายภราดรชี้แจงว่า ความจำเป็นของรัฐบาลต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน ในวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นของสงครามในตะวันออกกลาง ส่งผลกระทบหลายระลอก ทั้งวิกฤตพลังงานน้ำมัน ต้นทุนราคาสินค้า เป็นภาระประชาชน จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก. 4 แสนล้านบาท เนื่องจากงบกลางสำรองฉุกเฉินเร่งด่วน เหลือประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ส่วนการออก พ.ร.บ.โอนงบประมาณ คาดว่าจะได้งบประมาณเพียง 2-3 หมื่นล้านบาทรวมกับงบกลางแล้วจะมีเงินเพียง 4 หมื่นล้านบาท ไม่สามารถจะเยียวยาประชาชนได้อย่างครบถ้วน จึงจำเป็นต้องออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท

“สำหรับ 4 แสนล้านบาท แบ่งเป็นก้อนละ 2 แสนล้านบาท ส่วนแรกเป็นส่วนของการช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสภาวะสงคราม ภายใต้ 2 โครงการไทยช่วยไทย คนละครึ่งพลัส 60:40 และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ รวมกันประมาณ 172,800 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลมีการประชุมกับ 4 หน่วยงานก่อนหน้านี้ ทั้งธนาคารแห่งประเทศไทย สภาพัฒน์ กระทรวงการคลัง และสำนักงบประมาณ ประเมินว่าสถานการณ์สงครามจะยืดเยื้อระดับกลาง อาจไม่จบในเร็วๆ นี้ จึงเป็นเหตุว่าทำไมต้องช่วยเหลือในช่วง 4 เดือนนี้ เพราะเป็นช่วง 4 เดือนที่ประชาชนตกอยู่ในความยากลำบากจากสภาวะสงคราม

ส่วนประเด็นเรื่องสอดไส้หรือไม่กับโครงการ 2 แสนล้านบาทหลัง เรียนว่าเร่งด่วนหรือไม่อยู่ที่คนมอง อยู่ที่วิสัยทัศน์ของคนที่มาบริหารประเทศว่า มองเรื่องของวิกฤตพลังงานในอนาคตแบบใดและเร่งด่วนหรือไม่ ประมาณ 2 สัปดาห์ที่แล้ว รมว.พลังงานชี้แจงต่อสภาว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลนี้ในการที่จะลดค่าของชีพของประชาชน โดยจัดสรรขั้นบันไดของค่าไฟประชาชนแบบบ้านเรือนจะเสียค่าไฟถูกลง และตั้งใจเปลี่ยนผ่านพลังงานจากการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลลดลงให้มากที่สุดแล้วสนับสนุนพลังงานสะอาด เน้นที่พลังงานแสงอาทิตย์ ส่วนข้อกล่าวหาเช็คเปล่า คิดว่ารุนแรงเกินไป เพราะได้วางแผนอย่างรอบคอบในการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน ขอย้ำว่าการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาลเป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 172 มีเหตุผลความจำเป็นเร่งด่วน และวัตถุประสงค์หลักของรัฐบาล คือ นำเงินทุกบาท ทุกสตางค์ให้ถึงมือประชาชนอย่างแน่นอน

ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงข่าวว่า ที่ประชุมพรรค ปชน.มีการหารือกันอย่างรอบคอบและเห็นว่ากรณีรัฐบาลมีมติเตรียมออก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท สิ่งที่รัฐบาลทำ คือ การพยายามสอดไส้ ตีเช็คเปล่ากู้เงิน 2 แสนล้านบาท สำหรับการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพลังงานของประเทศ นำเงินเยียวยาประชาชนมาเป็นตัวประกันมัดรวมมาในการกู้เงิน 4 แสนล้านบาท พรรค ปชน.จึงพร้อมใช้อำนาจนิติบัญญัติในการเข้าชื่อตามคำร้องที่พรรคประชาชนยกร่าง ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยพ.ร.ก.กู้เงิน ขัดรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 และมาตรา 173 หรือไม่ ก่อนมีการนำร่างเข้าสภาในวันที่ 14 พฤษภาคม