หน้าแรก การเมือง ปชน.อึ้ง 4 ปี...

ปชน.อึ้ง 4 ปีกทม.ปรับเอกชน ปมโรงขยะอ่อนนุช 4 วัน แย้งปัญหากลิ่น คนเหนื่อยร้องเรียน ชงเลิกสัญญา

8.05.26 | 09:12 น.

ปชน.อึ้ง 4 ปี กทม.ปรับ ‘เอกชน’ ปมโรงขยะอ่อนนุชแค่ 4 วัน รวม 4.8 หมื่นบาท ขัดแย้ง ‘รองผู้ว่าฯ’ ยันเอง ไม่ค่อยทำตามมาตรฐาน กทม. แย้งสถิติ Traffy Fondue ชี้ปัญหา ‘กลิ่น’ ไม่ได้ดีขึ้น-คนเหนื่อยร้องเรียน ชงยกเลิกสัญญา ลดความเดือดร้อน ปชช.

จากกรณีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แถลงข่าวเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม แจ้งความคืบหน้าการแก้ไขปัญหามลภาวะทางกลิ่นและควันในพื้นที่ศูนย์กำจัดมูลฝอยอ่อนนุช เขตประเวศ โดยสรุปคือ กรุงเทพมหานครเร่งรัดให้ผู้รับจ้างทุกโครงการดำเนินมาตรการปรับปรุงระบบจัดการมูลฝอยและควบคุมผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบอย่างเข้มงวด ทั้งการปรับปรุงโรงงานให้เป็นระบบปิด ติดตั้งระบบควบคุมกลิ่น และเพิ่มการตรวจวัดคุณภาพอากาศแบบเรียลไทม์ ติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดกลิ่น E-NOSE จำนวน 5 จุด ครอบคลุมทั้งภายในโรงงานและพื้นที่ชุมชน ตลอด 4 ปี ปลูกไม้ยืนต้นในพื้นที่โรงขยะอ่อนนุชมากกว่า 50,000 ต้น เพิ่มความหลากหลายทางชีวภาพ และเป็นกำแพงกรองกลิ่นก่อน

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 16-18 และวันที่ 20 มิถุนายน 2565 กรุงเทพฯมีการปรับบริษัทคู่สัญญารับผิดชอบ โรงงานกำจัดมูลฝอยด้วยวิธีทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ ขนาด 600 ตันต่อวัน วันละ 12,000 บาท รวม 4 วัน เนื่องจากพบมีขยะกากมูลฝอยตกค้างในโรงงาน ซึ่งผิดสัญญาว่าด้วย ข้อ (17.5) การกำจัดมูลฝอยและกากมูลฝอยไม่หมดวันต่อวัน ซึ่งมีค่าปรับที่ราคา 12,000 บาทต่อวัน

เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม นายณัฐพงศ์ เปรมพูลสวัสดิ์ ส.ส.กทม.พรรคประชาชน กล่าวถึงการแถลงข่าวของนายชัชชาติว่า ผมได้ฟัง อ.ชัชชาติ แถลงข่าวเรื่องโรงขยะอ่อนนุชแล้วครับ

ต้องบอกก่อนว่า ผมคิดว่าการที่ผู้ว่าชัชชาติออกมาแถลงด้วยตนเองเป็นเรื่องดี เพราะเป็นการยืนยันว่าปัญหานี้ต้องได้รับความสำคัญมากขึ้น

Advertisement

แต่ผมฟังแล้วยังกังวลอยู่ แม้ส่วนใหญ่เป็นประเด็นที่ทราบกันมาตลอดอยู่แล้วจากการติดตามเรื่องมาก่อนหน้านี้

ผมขอพูดถึงแค่โรง 600 ตัน และ 1,000 ตัน ที่ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่ามีปัญหาแล้วกันครับ

ในส่วนนี้ มีข้อมูลที่น่าสนใจคือ การปรับเอกชนที่ไม่ทำตามสัญญา ผู้ว่าฯชัชชาติระบุว่าผู้บริหารชุดนี้มีการปรับไปแล้วจริง ไม่ใช่ว่าไม่เคยปรับเลย

ผู้บริหารชุดปัจจุบันได้เรียกค่าปรับวันละ 12,000 บาท เนื่องจากเอกชนไม่สามารถกำจัดขยะให้หมดภายในวันนั้นๆ ได้

– 16 มิ.ย.65 – 12,000 บาท
– 17 มิ.ย.65 – 12,000 บาท
– 18 มิ.ย.65 – 12,000 บาท
– 20 มิ.ย.65 – 12,000 บาท

รวมเอกชนรายนี้เสียค่าปรับให้ กทม. รวม 48,000 บาท หรือ 4 วัน จากตลอด 4 ปี

ฟังถึงตรงนี้ ผมตกใจพอสมควร เพราะระยะเวลา 4 ปี หรือ 1,446 วัน นับจากวันเลือกตั้งครั้งที่แล้ว เอกชนรายนี้ถูกปรับไปเพียง 4 วันเท่านั้นเอง ราวกับว่าเอกชนรายนี้ทำตามสัญญาได้ดีมากแบบไร้ข้อบกพร่องในช่วงเวลาที่เหลืออยู่

ดูเหมือนจะขัดกับคำพูดของรองผู้ว่าจักกพันธุ์ (จักกพันธุ์ ผิวงาม) ที่ตอบกระทู้ในสภาว่าเอกชนรายนี้ไม่ค่อยทำตามที่ กทม.เซ็ตมาตรฐานไว้

และยังขัดกับที่เราได้ไปเห็นในพื้นที่จริงในโรงขยะที่พบว่าเป็นปัญหามาก เชื่อว่า กทม.มีช่องในการเรียกค่าปรับมากกว่านี้ได้ เพราะในสัญญาก็ระบุเรื่องความสะอาดและการบำรุงรักษาโรงงาน รวมถึงในข้อเท็จจริง ขยะก็ไม่ได้ถูกกำจัดด้วยการหมักปุ๋ยทั้งหมด แต่มีบางส่วนถูกเอาไปทิ้งที่ต่างจังหวัดด้วย ซึ่งเรื่องนี้ก็ไม่ตรงตามสัญญาตามที่ผู้ว่าบอกเอง

ดังนั้น การปรับแค่ 4 วัน จาก 4 ปี จึงเกิดความรู้สึกว่าปรับน้อยเกินจริง และไม่ได้ทำให้เอกชนเกรงกลัวเลย เพราะเม็ดเงินที่บริษัทได้มูลค่ามหาศาลกว่านั้นมาก จึงไม่มีความทะเยอทะยานที่จะแก้ปัญหา นั่นคือสิ่งที่ผมกังวลใจมาตลอด

นอกเหนือจากการปรับ วันนี้ทางผู้ว่าฯได้ยอมรับว่าไม่เป็นระบบปิดทั้งหมดจริง และแม้จะพยายามแก้ไขปัญหานี้ก็ไม่บรรลุผล แต่ทาง กทม.ก็คิดว่าปัญหากลิ่นน้อยลง โดยพิจารณาจากค่าในเครื่อง E-Nose และเรื่องร้องเรียนผ่าน Traffy Fondue

นี่จึงน่ากังวลอีกเรื่องครับ

มีการหยิบยกสถิติเรื่องร้องเรียนว่าจากปีที่แล้วมีผู้ร้องเรียน 661 เรื่อง ปีนี้ลดลงเหลือ 323 เรื่อง แปลว่ามีผู้ร้องลดลงถึง 51% หมายความว่าสถานการณ์กลิ่นเหม็นดีขึ้นแล้ว?

ผมว่าก็มีความคลาดเคลื่อนอีก น่าจะเป็นเพราะประชาชนร้องจนไม่อยากร้องมากกว่า เพราะเหนื่อยที่จะร้องแล้ว

ขณะเดียวกัน ก็มีการนำค่าจากเครื่อง E-Nose มานำเสนอว่า ตลอดทั้งปีหมู่บ้านอิมพีเรียลมีจำนวนวันที่ค่ากลิ่นเกินมาตรฐานเพียง 4 วัน เท่านั้น ซึ่งก็ขัดกับความรู้สึกของประชาชนอีก เพราะการใช้ค่าเฉลี่ยมาคำนวณตัวเลขอาจทำให้คลาดเคลื่อนได้ และอาจทำให้กำหนดทิศทางไม่ตรงได้ครับ

จากความเดือดร้อนของประชาชนทั้งหมด ผมจึงต้องยืนยันว่าโรงที่มีปัญหานี้ควรยกเลิกสัญญาจริงๆ และการยกเลิกสัญญาก็ทำได้ ตามสไลด์ที่มีการแถลงข่าวในวันนี้

เรื่องขยะไปไหนต่อก็เห็นค่อนข้างตรงกันอยู่แล้วครับ ต่างกันเพียงว่าพวกเราไม่อยากให้ประชาชนต้องอดทนรอดมกลิ่นขยะไปอีกปีแบบนี้ เพราะการประหยัดเงินเล็กเงินน้อย เทียบไม่ได้กับสุขภาพและชีวิตของประชาชนครับ