หน้าแรก การเมือง ฝ่ายค้านจับมื...

ฝ่ายค้านจับมือยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน 11-12 พ.ค. ชวนกธ.เข้าชื่อ ชี้ถ้าศาลรธน.ตีตก กระทบคนละครึ่ง

8.05.26 | 11:21 น.

‘กรณ์’ เผย ‘ฝ่ายค้าน’ จับมือยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน จ่อยื่น ‘โสภณ’ 11-12 พ.ค.นี้ มั่นใจไม่ถูกถ่วงเวลา ย้ำ พ.ร.ก.กู้เงิน ไม่จำเป็นตามเกณฑ์ รธน. ชี้กู้เงินก้อน 2 เพื่อเปลี่ยนผ่านพลังงาน ไร้เหตุจำเป็นเร่งด่วน มองหากศาล รธน.ตีตก พ.ร.ก. กระทบคนละครึ่ง รัฐบาลต้องแก้ปัญหาเอง พร้อมแสดงความรับผิดชอบทางการเมือง

เมื่อเวลา 09.15 น. วันที่ 8 พฤษภาคม ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ว่า พรรคประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าชื่อร่วมกันในคำร้องที่จะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อตีความพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) เงินกู้ 4 แสนล้านบาท ว่าเข้าข่ายไม่เป็นไปตามเกณฑ์ของรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ทั้งนี้ พร้อมจะยื่นต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภา ในช่วงวันที่ 11-12 พ.ค.นี้ ทั้งนี้ ได้ประสานไปยังพรรคกล้าธรรมให้ร่วมลงชื่อด้วย แต่เบื้องต้นยังรอการประชุมพรรคกล้าธรรมก่อน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่ารายชื่อของ ส.ส.ที่ร่วมลงชื่อคำร้องครบถ้วนตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด

นายกรณ์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม หลังจากยื่นคำร้องแล้ว เชื่อว่านายโสภณจะส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญโดยเร็ว ซึ่งตามกรอบจะมีเวลา 2-3 วันก่อนส่ง เชื่อว่าจะทันก่อนที่สภาจะพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ ในสัปดาห์หน้าแน่นอน

นายกรณ์กล่าวต่อว่า ในประเด็นของคำร้องที่ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญตนได้เห็นตัวร่างของพรรคประชาชนแล้ว เห็นว่ามีประเด็นที่มีรายละเอียดและข้อกังวลต่อการยื่นกู้เงินดังกล่าว ขณะเดียวกันแล้วในเหตุผลที่รัฐบาลต้องการกู้เงิน 4 แสนล้านบาทนั้นมีเหตุที่ไม่จำเป็น เนื่องจากวิกฤตที่รัฐบาลอ้างถึงเรื่องวิกฤตราคาน้ำมันแพง มีวิธีการที่สามารถแก้ไขได้ ผ่านการลดภาษีสรรพสามิต และปรับสูตรคำนวณราคาน้ำมัน นอกจากนี้ การจะออก พ.ร.ก.กู้เงินได้ ก็ต่อเมื่อมีภัยที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ พร้อมขอให้ย้อนกลับไปดูในอดีตว่าการจะออก พ.ร.ก.กู้เงิน มีสถานการณ์แบบใด อย่างในปี พ.ศ.2541 ก็เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง GDP ติดลบ 8 ไตรมาสติดต่อกัน และในปี 2552 ซึ่งตนเป็น รมว.คลัง และรัฐบาลนี้ก็อ้างมาหลายครั้งว่า ในสมัยที่ตนเป็นรัฐบาลก็ออก พ.ร.ก.กู้เงินฯ เหมือนกัน

นายกรณ์กล่าวว่า ขอให้นำสถานการณ์มาเปรียบเทียบกัน เพราะในปี 2552 คือ พ.ร.ก.ไทยเข้มแข็ง ซึ่งขณะนั้นอยู่ท่ามกลาง “วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์” โดย GDP ติดลบ 7% กว่า และทั้งปีติดลบ 2% กว่า จึงชัดเจนว่า หากไม่มีการกู้เพื่อนำเงินมาเติมเงินคงคลังจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบเศรษฐกิจ นอกจากนี้ยังมี “วิกฤตโควิด-19” ในสมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ซึ่งขณะนี้ GDP ติดลบ 6% ประชาชนออกไปทำมาหากินไม่ได้ โดยทั้ง 3 ครั้งที่กล่าวมา จะเห็นได้ว่าระดับวิกฤตของเศรษฐกิจ GDP ติดลบขนาดไหน แต่ว่าวันนี้ประชาชนเดือดร้อนก็จริง ซึ่งตนไม่ปฏิเสธ และสาเหตุที่รัฐบาลจะใช้ในการออก พ.ร.ก.คือต้นทุนทางเศรษฐกิจที่มาจากราคาน้ำมันที่เกิดจากราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่โดยรวมรัฐบาลก็คาดว่า GDP ปีนี้ยังโตขึ้น อยู่ประมาณ 1.5% ถึงแม้ว่าจะโตช้า แต่ก็ก็ยังไม่ติดลบ

Advertisement

นายกรณ์กล่าวอีกว่า ล่าสุดรัฐบาลประชาสัมพันธ์เรื่องสถาบันจัดอับดับเครดิตเรตติ้งระดับโลกของ “มูดี้ส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส” ว่าความน่าเชื่อถือเศรษฐกิจของไทยอยู่ในอันดับที่มั่นคง ไม่ได้มีปัญหาความเสี่ยง ประกอบล่าสุดกระทรวงการคลัง ออกมาระบุถึงการจัดเก็บภาษี ซึ่งอยู่ในระดับที่เป็นไปตามเป้าที่กำหนดไว้ จึงไม่ได้มีวิกฤติในระดับที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างเช่นในอดีต

นายกรณ์กล่าวต่อว่า ส่วนที่รัฐบาลระบุว่าต้องการเงินเพื่อใช้ในโครงการคนละครึ่ง ที่จะเริ่มวันที่ 1 มิ.ย.นี้นั้น มองว่ารัฐบาลมีวิธีการหลายอย่าง โดยเฉพาะการปฏิบัติตามสิ่งที่นายกฯเคยแถลงนโยบายต่อรัฐสภา หรือ ตามที่พรรคภูมิใจไทยเคยหาเสียงไว้ คือการใช้งบประมาณ วงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท ที่สามารถออกเป็นพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) โอนงบประมาณ พ.ศ.2569 ได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องออก พ.ร.ก. ดังนั้น หากการยื่นตีความ พ.ร.ก.กู้เงิน ทำให้ไม่สามารถใช้เงินในโครงการคนละครึ่ง วันที่ 1 มิ.ย.นี้ได้ เป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องบริหารจัดการ และแก้ปัญหาเอง

นายกรณ์กล่าวอีกว่า นอกจากนั้นในวงเงินกู้ 4 แสนล้านบาท ที่นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ชี้แจงต่อสภา เมื่อวันที่ 7 พ.ค. ที่ระบุว่าจะแบ่งการกู้เงินเป็น 2 ก้อน โดยกู้ปีนี้ 2 แสนล้านบาท และกู้ปี 2570 อีก 2 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการเปลี่ยนถ่ายพลังงาน แสดงให้เห็นว่ามีความไม่จำเป็นเร่งด่วนอันหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกันนั้น การใช้งบประมาณเพื่อเปลี่ยนถ่ายไปใช้พลังงานสะอาดสามารถกำหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 ได้ ส่วนที่ระบุว่าจะกู้ส่วนที่ 2 ในปี 2570 นั้น ตามรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้เป็นหัวใจของการออก พ.ร.ก. คือความจำเป็นต้องใช้เงินเดี๋ยวนี้ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่เช่นนั้นเศรษฐกิจจะมีปัญหา ดังนั้น จะบอกว่ากู้มากองหรือ ปีหน้าค่อยกู้ไม่ได้ หากทำแบบนั้นแสดงให้เห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเร่งด่วนระดับที่จะออก พ.ร.ก.ได้

“ผมไม่คัดค้านตัวโครงการที่รัฐบาลจะดำเนินการแม้ยังไม่เห็นรายละเอียด แต่เชื่อว่าจะเป็นไปในทิศทางเดียวกับนโยบายของพรรคประชาธิปัตย์ แต่การที่กำหนดใน พ.ร.ก.กู้เงิน และกำหนดจะกู้ 2 แสนล้านบาทในปีหน้า เท่ากับชี้ให้เห็นว่ายังไม่มีความจำเป็นตามเกณฑ์ที่รัฐธรรมนูญกำหนด และการกู้เงินที่เกินความจำเป็น ผมกังวลว่าจะมีผลกระทบต่อวินัยการคลัง และกระทบต่อระบบความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้” นายกรณ์กล่าว

เมื่อถามว่า หากมีการยื่นตีความต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว รัฐบาลต้องรอคำวินิจฉัยก่อนให้สภาพิจารณาหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติไว้ หากมีการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญก่อนการพิจารณาในรัฐสภา รัฐบาลต้องรอให้กระบวนการทางศาลรัฐธรรมนูญเสร็จสิ้นก่อน ซึ่งไม่เกิน 60 วัน ทั้งนี้ หากรัฐบาลมั่นใจว่าสิ่งที่ทำถูกต้องตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ให้มีการตรวจสอบและไม่ให้มีการวินิจฉัยโดยศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อถามว่า ในประเด็นที่ยื่นมั่นใจหรือไม่ว่าจะเข้าเกณฑ์ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับไว้พิจารณา นายกรณ์กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 172 มีความชัดเจนมากว่า กรณีใดถึงจะเป็นกรณีที่รัฐบาลสามารถออก พ.ร.ก.กู้เงินเพิ่มเติมได้ ซึ่งต้องเป็นกรณีปัญหาวิกฤตที่มีผลต่อความมั่นคงในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งวันนี้ตนยังเชื่อว่าถ้าไม่ออก พ.ร.ก.กู้เงิน ก็ไม่ทำให้ระบบเศรษฐกิจล่มสลาย

เมื่อถามว่า หากศาลรัฐธรรมนูญตีตก พ.ร.ก.ดังกล่าว รัฐบาลจำเป็นต้องแสดงความรับผิดชอบอย่างไร​ นายกรณ์กล่าวว่า ต้องถามรัฐบาล เพราะไม่ได้มีบทลงโทษ แต่คงเป็นเรื่องความรับผิดชอบทางการเมืองตามความเหมาะสม ซึ่งต้องคิดหนักว่าจะรับผิดชอบอย่างไร

เมื่อถามย้ำว่า รัฐบาลต้องรับผิดชอบด้วยการลาออกหรือไม่ นายกรณ์กล่าวว่า ตนยังไม่อยากพูดไปถึงจุดนั้น เพียงแค่ต้องการป้องกันไม่ให้รัฐบาลข้ามเส้นวินัยการเงินการคลังที่จะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และส่งผลกระทบต่อประชาชนในอนาคต ทั้งนี้ ได้แสดงความห่วงใยถึงที่มาของ พ.ร.ก. ซึ่งเรารู้เรื่องการออก พ.ร.ก.ครั้งแรกมาจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกฯ ซึ่งรับผิดชอบทางด้านกฎหมาย แต่ในวันเดียวกัน ปลัดกระทรวงการคลังให้สัมภาษณ์ว่าไม่รับรู้เรื่องดังกล่าว และยังระบุด้วยว่าวันนี้ไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องออก พ.ร.ก. ซึ่งผ่านมาเพียง 3 สัปดาห์ ดังนั้น ต้องถามว่าวันนั้นกับวันนี้มีอะไรเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ต้องเร่งรีบในการออก พ.ร.ก.ตอนนี้ โดยที่ไม่ได้มีจุดกำเนิดมาจากกระทรวงการคลัง

“ทุกรัฐบาลจะมีปัญหาว่าเงินในมือไม่เพียงพอในการที่จะทำในสิ่งที่เขาอยากทำ ซึ่งเป็นเหตุให้เราต้องมีกฎหมายในการกำกับว่าในแต่ละรัฐบาลนั้นสามารถใช้เงินได้เท่าไหร่ ขาดทุนได้เท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นจะไม่มีข้อจำกัด เพราะถ้าทุกรัฐบาลสามารถใช้เงินเท่าไหร่ก็ได้ สถานะการคลังของประเทศวันนี้ก็ไม่เป็นแบบนี้อนาคตก็มีโอกาสที่จะล่มสลายได้จริง” นายกรณ์กล่าว