นักวิชาการ ม.หอค้า ชี้กู้เงิน 4 แสนล้าน ใช้ตรงจุด ลดภาระ-พยุงจีดีพี หนุนผุดแลนด์บริดจ์แต่ต้องรอบคอบ
เมื่อวันที่ 10 พฤษภาคม นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย และประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดถึงกรณีรัฐบาลออก พ.ร.ก.กู้เงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจและพลังงาน ว่าสิ่งสำคัญคือความจำเป็นซึ่งเราต้องมาดูว่าวงเงิน 400,000 ล้านบาทใช้กับอะไรบ้าง โดยเท่าที่ทราบจากรัฐบาลแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ วงเงิน 200,000 ล้านบาท สำหรับโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” เป็นมาตรการช่วยพยุงกำลังซื้อและกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น และอีก 200,000 ล้านบาท สำหรับการปรับโครงสร้างพลังงาน
ในส่วนของวงเงิน 200,000 ล้านบาทแรก ดูแลเศรษฐกิจไทยที่กำลังเผชิญผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันดีเซลที่เพิ่มขึ้นจากประมาณ 30 บาทต่อลิตร เป็น 40 บาทต่อลิตร หลังเกิดวิกฤตสงคราม ส่งผลให้ประชาชนและภาคธุรกิจต้องแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้น ปัจจุบันประเทศไทยมีการใช้น้ำมันรวมประมาณ 100 ล้านลิตรต่อวัน เมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 10 บาทต่อลิตร เท่ากับว่ามีเม็ดเงินไหลออกจากระบบเศรษฐกิจ จากภาคส่วนธุรกิจต่างๆ เข้าไปกองรวมที่ธุรกิจน้ำมันวันละ 1,000 ล้านบาท หรือประมาณ 30,000 ล้านบาทต่อเดือน
ส่วน โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” ภายใต้มาตรการคนละครึ่งรูปแบบใหม่ จะช่วยอัดฉีดเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลเตรียมเปิดให้ประชาชนลงทะเบียนวันที่ 25 พฤษภาคม เพื่อรับสิทธิคนละ 4,000 บาท เป็นระยะเวลา 4 เดือน หรือเฉลี่ยเดือนละ 1,000 บาท ซึ่งคาดว่าจะครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและประชาชนทั่วไป รวมประมาณ 20-30 ล้านคน หากรัฐบาลสนับสนุนวงเงินรวมประมาณ 120,000 ล้านบาท และประชาชนร่วมใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกประมาณ 50,000 ล้านบาท จะทำให้มีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจช่วง 4 เดือนรวมไม่ต่ำกว่า 180,000-200,000 ล้านบาท โดยเฉพาะร้านค้าเล็ก ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่น ซึ่งจะได้รับประโยชน์จากการหมุนเวียนของเงินที่รวดเร็ว
นายธนวรรธน์ กล่าวว่า เม็ดเงินจากโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส” คาดว่าจะช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุดตัว และช่วยสร้างความคึกคักให้เศรษฐกิจในช่วงครึ่งปีหลัง เพราะเงินจะหมุนเวียนในระบบได้เร็วกว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อาทิ การสร้างถนนที่ต้องใช้เวลาในการจัดซื้อจัดจ้างและประมูลโครงการ ดังนั้น คาดว่าโครงการ“ไทยช่วยไทย พลัส” จะช่วยกระตุ้นการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือจีดีพีของไทยให้เพิ่มขึ้นประมาณ 0.3% จากเดิมที่คาดว่าเศรษฐกิจไทยปีนี้จะเติบโตประมาณ 1.5% มีโอกาสขยับขึ้นมาอยู่ในระดับ 1.8-2.0%
สำหรับโครงการปรับโครงสร้างพลังงานวงเงิน 200,000 ล้านบาท มีความเร่งด่วนหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละฝ่าย แต่ในมุมของรัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วน เพราะจะช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างด้านพลังงานของประเทศได้ทันที ทั้งนี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลจะใช้เงินในรูปแบบใด แต่แนวทางที่เป็นไปได้ เช่น การส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) การสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟในภาคครัวเรือน หน่วยราชการ และชุมชน รวมถึงการส่งเสริมพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทน เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในประเทศ
การเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดจะช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับประเทศไทยในการดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มดาต้าเซ็นเตอร์และอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่อีอีซี รวมถึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดในกระบวนการผลิตมากขึ้น หากไทยสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดได้มากขึ้น จะช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น และลดความเสี่ยงจากมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ โดยเฉพาะมาตรการซีแบม (CBAM) หรือมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน ที่ประเทศคู่ค้าจะเริ่มใช้เป็นเงื่อนไขทางการค้าและอาจกลายเป็นกำแพงภาษีสำหรับสินค้าที่ใช้พลังงานฟอสซิลหรือปล่อยคาร์บอนสูง
การปรับโครงสร้างพลังงานยังเป็นการลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ เนื่องจาก ประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูงถึงประมาณ 94% ของการใช้พลังงานทั้งหมด ถ้าเราสามารถเพิ่มสัดส่วนพลังงานภายในประเทศได้ ทุกครั้งที่ราคาพลังงานจะแพงเราจะสะเทือนหน่อย เพราะประเทศไทยติด 1 ใน 10 ของประเทศที่ได้รับผลกระทบสูงเมื่อมีวิกฤตการณ์พลังงานโลก เพราะฉะนั้นในเรื่องของการใช้วงเงิน 400,000 ล้านบาท คิดว่าเป็นอะไรที่พยุงเศรษฐกิจไทยไม่ให้ทรุด ภายใต้โครงการไทยสร้างไทย และเป็นการที่จะทำให้ประเทศไทยลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ
นายธนวรรธน์ กล่าวถึงกรณีการศึกษาความเป็นไปได้โครงการแลนด์บริดจ์ ที่มีนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธานคณะทำงานและจัดตั้งทีมศึกษาใน 90 วัน ว่าเป็นอีกหนึ่งโครงการที่มีความท้าทายและต้องศึกษาให้รอบครอบ และอาจเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ
หลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 เศรษฐกิจไทยเติบโตเฉลี่ยไม่ถึง 3% ต่อปี และยังไม่สามารถเติบโตได้ตามศักยภาพหรือเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ที่ต้องการให้เศรษฐกิจไทยเติบโตระดับ 5% ขณะที่ปัจจุบันไทยถือเป็นประเทศที่มีอัตราเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำสุดในอาเซียน ทั้งนี้ แม้ไทยจะมีจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวและการส่งเสริมการลงทุนผ่านพื้นที่พัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ อีอีซี รวมถึงได้รับการส่งเสริมการลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) สูงเป็นประวัติการณ์ในปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่เพียงพอที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนว่าประเทศไทยจะสามารถเติบโตได้เกิน 3% ในระยะยาว
โครงการแลนด์บริดจ์จึงเป็นอีกหนึ่งโครงการสำคัญที่อาจช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ให้ประเทศ หากสามารถดำเนินการได้สำเร็จ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงการขนส่งระหว่างฝั่งอันดามันและฝั่งแปซิฟิก ซึ่งอาจช่วยดึงดูดการลงทุนจากทั้งเอเชียใต้ ตะวันออกกลาง อินเดีย รวมถึงจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อถกเถียงเรื่องความคุ้มค่าในการลงทุน โดยเฉพาะประเด็นต้นทุนการขนส่งและความคุ้มค่าของการขนถ่ายสินค้าระหว่างสองฝั่งทะเล ซึ่งจำเป็นต้องมีการศึกษาอย่างละเอียดในช่วง 90 วันนี้ เพื่อประเมินว่าโครงการจะสามารถดึงดูดผู้ใช้บริการและการลงทุนได้จริงหรือไม่
โครงการแลนด์บริดจ์ไม่ได้มีเพียงมิติด้านโลจิสติกส์ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการพัฒนาอุตสาหกรรม การพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และการสร้างเมืองเศรษฐกิจใหม่ตามแนวเส้นทางโครงการ ซึ่งอาจกลายเป็นโอกาสสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจไทยในอนาคต ความท้าทายสำคัญใน 90 วันนี้คือการศึกษาต้องครอบคลุมทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ความมั่นคง การใช้ประโยชน์ที่ดิน ผลกระทบต่อชุมชน และความคุ้มค่าทางการลงทุน
“ก็เหมือนกับกรณีสนามบินสุวรรณภูมิในอดีต ที่ช่วงแรกหลายฝ่ายมองว่าอาจไม่คุ้มค่าและอาจไม่ประสบความสำเร็จ แต่เมื่อเวลาผ่านไปกลับกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจไทย ดังนั้น สิ่งสำคัญในเวลานี้คือการศึกษาข้อมูลอย่างละเอียดรอบคอบและครบทุกมิติ หากศึกษาแล้วผ่านทั้ง EIA ด้านสิ่งแวดล้อม และ EHIA ด้านสุขภาพ รวมถึงเป็นประโยชน์ต่อการลงทุนและเศรษฐกิจไทย ก็สามารถเดินหน้าโครงการต่อได้ แต่ถ้าศึกษาแล้วพบว่าไม่คุ้มค่าหรือไม่ผ่านการประเมินผลกระทบ ก็พับโครงการนี้ไป” นายธนวรรธน์ กล่าว

